ชาวเน็ตมาจากไหนไม่รู้แคปภาพข้อความที่ฉันเคยเขียนลง x ในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งเขียนว่า

“เมื่อพรรคที่ตนเองเชียร์ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็จะอาละวาด คุ้นๆไหมคะ”

ฉันไม่อยากจะคิดว่านี่เป็น IO เพราะมันจะเป็นการดูถูกภาวะรู้เท่าทันสื่อของชาวเน็ตมากเกินไป มันอาจจะเป็นแค่ใครสักคนแคปหน้าจอข้อความนี้ไปโพสต์ จากนั้นมันก็กลายเป็นไวรัล เมื่อเป็นไวรัล บรรดาคนที่เกลียดชังคำผกาก็นำภาพนี้มาโพสต์ซ้ำๆ วันละหลายๆ รอบในหน้าเพจของคำผกาอย่างไม่รู้เบื่อหน่าย

บรรดาคนเหล่านั้น น่าจะอยากสื่อสารกับฉันว่า

“เป็นไงล่ะคำผกา อาละวาดใหญ่เลยน๊า ด่าส้มใหญ่เลยน๊า โพสต์ไม่หยุดเลยน๊า จัดรายการกรีดร้องหนักมากเลยน๊า คำผกา เธอเป็นบ้าไปแล้วใช่หรือไม่เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว”

และคนเหล่านั้นก็คงคิดว่าการตามไปโพสต์ข้อความนี้ในทุกหนทุกแห่งที่มีฉันอยู่คือการประกาศชัยชนะ คือการได้ลากคำผกามาตบกลางสี่แยก

ฉันอยากจะบอกว่า

“โอเคค่ะ ถ้าทำแล้วสบายใจก็ยินดีด้วย ดีใจด้วยที่สามารถหาความสุขเล็กๆน้อยๆได้บ้างจากความตื้นเขินนี้”

อย่างไรก็ตามฉันมีเรื่องที่อยากจะสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกฯคนใหม่แทนนายกฯแพทองธารที่ถุกศาลถอดถอน

ถามว่าฉันเสียใจไหมที่รัฐบาลแพทองธารมีอันเป็นไปเช่นนี้?

คำตอบคือ เสียใจ เสียใจมากด้วย ไม่ได้เสียใจเพราะโหยหาอาวรณ์ในอำนาจรัฐ ไม่ได้เสียใจเพราะพรรคการเมืองที่ตนเองเชียร์ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่เสียใจที่หากเราจะพอมีสติสัปชัญญะอยู่บ้างเราพึงรู้ว่าสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อแพทองธารเลยแม้แต่น้อย

ฉันขอเริ่มต้นที่คำถามว่า เราคนไทยควรมีจุดยืนอย่างไรต่อเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน?

สังคมไทยพึงรู้ว่าวาทกรรมเสียดินแดนเป็นเรื่องไร้สาระในโลกสมัยใหม่ “โลกไร้พรมแดน” ต่างหากที่คือหัวใจของการมีชีวิตอยู่ร่วมกันของคนบนโลก ในปัจจุบันไม่มีใครอยากไปรบเพื่อยึดดินแดนของของอื่นมาเป็นของตนเองอีกแล้ว เว้นแต่เรื่องเรื่อง “ดินแดน” เป็นเพียงข้ออ้างของการทำสงครามเพื่อตอบสนองปัญหาการเมืองภายในมากกว่าความขัดแย้ง “ภายนอก”

ดินแดนและพรมแดนเป็นเรื่องเศรษฐกิจชายแดน เป็นเรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นเรื่องเขตเศรษฐกิจ และยิ่งประเทศไทยเป็นทำเลเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค อีกทั้งเป็นประเทศที่มีเสรีภาพมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นหากพรมแดนและชายแดนเป็นพื้นที่ “เปิด”  ประเทศไทยย่อมได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และเราก็เป็นประเทศที่ได้ดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่อง

แนวทางของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงเป็นแนวทางเดียวกับรัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ นั่นคือเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และทุกรัฐบาลหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็สมาทานการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนในคอนเสปป์นี้มาตลอด จนทำให้เรามี MOU43, 44 ที่ใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการความไม่ลงรอยกันในเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชามาอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆกับได้ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมาหล่อเลี้ยงเมืองชายแดนอย่างค่อนข้างราบรื่นมาโดยตลอด

ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลแพทองธารมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างเป็น “ปกติ” และไม่สามารถมีจุดยืนเป็นอื่นได้

และนั่นทำให้ขั้วการเมืองฝั่งตรงข้ามเรื่อง ”ปั่น“ กระแสชาตินิยมขึ้นมา เพื่อทำให้แนวทางการดำเนินนโยบายชายแดนที่ “ ปกติ” ที่รัฐบาลแพทองธารทำอยู่กลายเป็นเรื่อง “ผิด” เป็นเรื่องขายชาติ  จากนั้นก็เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างฮุนเซ็นกับชินวัตรมาสร้างนำหนักให้กับเรื่องเล่าว่าแพทองธารขายชาติให้เขมร จัดการปัญหาชายแดนไม่เด็ดขาด

ไม่ต้องพิสูจน์อะไรมาก ลองเปรียบเทียบก่อนที่แพทองธารจะหลุดจากตำแหน่ง เราต้องอ่านข่าวการปะทะกันที่ชายแดน ข่าวประเทศไทยจะอยู่กัมพูชาย่ำยีจนไร้ศักดิ์ศรี ข่าวรัฐบาลอ่อนด้อยไร้น้ำยาในขณะที่ทหารต้องพลีชีพเพื่อชาติ ฯลฯ เราอ่านข่าวแบบนี้แทบจะวันละ 25 ชั่วโมง แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯปุ๊บ ทุกอย่างเกี่ยวกับชายแดนเงียบสงบราวกับข่าวการรบพุ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงฝันร้าย  มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ

พรรคการเมืองที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก MOU43, 44 ก็เลิกเรียกร้องแล้ว พรรคส้มที่ออกมาผสมโรงให้อภิปรายในสภาฯตอนนี้ก็เหมือนคนความจำเสื่อม เลิกพูดเรื่องนี้ไปเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น

ฮุนมาเน็ตออกมาประกาศให้ความร่วมมือกับนายกฯคนใหม่อย่างหวานชื่น การเจรจาเจบีซีก็ง่ายดาย ไม่มีความงอแงใดๆ จนปุ๋ม ปนัดดา บอกว่า “ง่ายจนงง”

อดคิดไม่ได้หรอกว่า สถานการณ์ปะทะกันที่ชายแดนถูกออกแบบมาเพื่อปลดนายกฯแพทองธาร

ถามว่านายกฯแพทองธารผิดอะไร?

แค่นายกฯคนหนึ่งอยากเปิดด่านให้คนได้ทำงาน ไปโรงพยาบาล ไปโรงเรียน ได้ค้าขาย

แค่นายกฯคนหนึ่งที่ไม่อยากเห็นการสู้รบ ไม่อยากเห็นทหารชั้นผู้น้อยตาย ขาขาด

แค่นายกฯคนหนึ่งที่บอกว่า อะไรก็ได้ ขอให้ชายแดนกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม

แค่นายกฯคนหนึ่งที่พูดอย่างจริงใจว่า แม่ทัพภาคสอง อยากเท่ และไม่ใช่คนของเรา

แค่นายกฯคนหนึ่งที่อยากแก้ปัญหา และมีความจริงใจกับคู่สนทนาว่าจะช่วยคุยให้ได้ จะช่วยระงับการสุมไฟความเกลียดชังที่ถูกโหมกระพือจากสื่อฝั่งกัมพูชาได้

ถามว่า วันนี้เราเห็น “กิจกรรม” ต่างๆของแม่ทัพภาคสองแล้ว เราถึงบางอ้อกันเป็นแถวว่า

“เออว่ะ นายกฯแพทองธารไม่ได้พูดอะไรที่เกินเลยหรือพูดน้อยไปด้วยซ้ำ”

นี่คือสิ่งที่ฉันเสียใจ ณ วันที่นายกฯแพทองธารพยายามแก้ปัญหา พยายามเจรจา แต่ความพยายามนั้นถูกนำมา “ปั่น” ว่า เป็นการกระทำที่นำมาซึ่งความเสื่อมเกียรติของประเทศ ทั้งๆ ที่คนที่เสื่อมคือฮุนเซ็น  และเสียใจมากเป็นพิเศษที่ ณ วันนั้นปัญญาชนไทย ไม่มีใครปกป้องจุดยืนที่ถูกต้องของนายกฯแพทองธารและสิ่งที่รัฐบาลภายใต้แพทองธารทำเลย

และวันนี้ ที่แพทองธารถูกถอดถอนแล้ว ปัญญาชนเหล่านั้นต้องมานั่งเผชิญกับวิบากกรรมที่ตัวเองนั่งดูดายการปลุกผีชาตินิยม และเมื่อ สส.จิรัฎฐ์ ออกมาแสดงความเห็น (แบบคนไทยคนแรกฉลาดคนแรก) ว่าต้องเปิดด่าน (หลังจากโหวตอนุทินเป็นนายกฯ) เขาก็โดนล่าแม่มดอย่างหนัก

คำถามคือ ตอนที่รัฐบาลเพื่อไทยยืนยันเรื่องการเปิดด่าน และการหาทางออกบนโต๊ะเจรจา คนเหล่านี้คงนั่งอมพระนอนทั้งองค์ไว้ในปากเลยพูดอะไรไม่ได้ ยอมให้ผีชาตินิยมตื่นมาเข้าสิงกลายเป็นวาทกรรมกระแสหลัก เหยียดนายกฯแพทองธาร เชิดชูแม่ทัพภาคที่สอง จนวันนี้กลายมาเป็นวิบากรรมของประเทศ

ความวิปริตทางการเมืองดำเนินขึ้นต่อเนื่อง พรรคประชาชาชนระริกระรี้จนออกนอกหน้า เมื่อนายกฯแพทองธารโดนถอด รีบออกแถลงการณ์อ้าขาผวาปีกจะโหวตให้แคนดิเดตนายกฯพรรคไหนก็ได้ที่ยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อของพรรคประชาชน นั่นคือต้องยุบสภาภายในสี่เดือน ต้องทำประชามติรัฐธรรมนูญไปพร้อมกับการเลือกตั้ง และต้องมีสสร. และต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯให้อย่างเดียวแต่จะเป็นฝ่ายค้าน

และเหมือนนัดกับพรรคภูมิใจเอาไว้ เพราะขานรับกันเป็นจังหวะลงตัวสวีทหวานชื่นถ้อยทีถ้อยอาศัย ในขณะที่พรรคเพื่อไทยยื่นข้อเสนอที่ดีกว่านั่นคือยุบสภาทันทีที่แถลงนโยบายเสร็จ พรรคประชาชนก็กระบิดกระบวน อ้างว่า ชัยเกษม ไม่เต็มใจ ไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง ไม่แน่ใจว่าไว้ใจพรรคเพื่อไทยได้หรือเปล่า พรรคเพื่อไทยไม่จริงจังเพราะไม่ได้ส่งเบอร์ใหญ่มาคุย สารพัดจะสรรหาเหตุผลมาบอกว่า

“เออ กูตัดสินใจแล้วว่าจะโหวตอนุทิน”

การณ์ก็เป็นไปตามนั้น ท่ามกลางเสียงทักท้วงของผู้สนับสนุนพรรคประชาชนจำนวนไม่น้อยที่บอกว่านี่คือ

การเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมได้โอกาสในการบริหาร “จิตใจ” ของสังคมไทยอันขัดกับทุกหลักการที่เป็นหัวใจของพรรคประชาชน

นี่คือการยื่นดาบให้พรรคภูมิใจไทย หลังจากนี้พรรคประชาชนหมดอำนาจต่อรองใดๆ เพราะใน 4-6 เดือนที่อยู่ในอำนาจ พรรคภูมิใจไทยจะได้เปรียบในการวางลู่ทางเข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ตัวจริงเสียงจริง และวันนั้นพรรคประชาชนจะกลายเป็นลูกไล่พรรคภูมิใจไทยตลอดกาล

ย้ำอีกครั้งว่าฉันไม่ได้ออกมาอาละวาดเพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ฉันออกมาอาละวาดกับความโง่เง่าของพรรคประชาชนที่คิดว่าตัวเองฉลาด

พรรคประชาชนเข้าใจผิดว่า ตนเองจะกลายเป็นฮีโร่ผ่าทางตันประเทศ คนจะสรรเสริญว่า ช่างเป็นสุภาพบุรุษ ช่างเป็นผู้ไม่กระหายในอำนาจ ช่างเป็นผู้ยึดมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน โหวตนายกฯ แต่ไม่ยอมเป็นรัฐบาล

โอ้ ช่างเป็นเทวดานางฟ้าอะไรเช่นนี้

แต่คนไทยไม่โง่ คนไทยรู้ คนไทยเห็นว่า พรรคประชาชนกะจะโกยคะแนนตรงนี้เป็นแต้มบุญไปขอแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคประชาชนโง่ที่คิดว่าจะ “เขี่ย” ภูมิใจไทยทิ้งได้ง่ายๆ

นี่คือสิ่งที่ฉันออกมาอาละวาด ออกมาหัวเราะเยาะ และออกมาเปิดโปงความโง่แกมหยิ่งอันเป็นแก่นสารของพรรคประชาชน

คิดว่าเล่นเกมเหนือชั้น

คิดว่าเกมนี้มีแต่ได้กับได้

เลือกตั้งครั้งหน้ายังไงๆ พรรคประชาชนก็ต้องเกาะไปกับภูมิใจไทยหากอยากจะเป็นรัฐบาล ซึ่งนั่นแปลว่าพรรคประชาชนจะต้องขายวิญญาณตัวเองไปเป็นพรรคการเมืองกินขี้ปี้นอนเหมือนพรรคการเมืองอื่นๆที่พรรคประชาชนเคยเหยียดหยามเขาไว้นั่นแหละ

อย่าหวังว่าจะได้พูดเรื่อง 112
อย่าหวังว่าจะได้พูดเรื่องนักโทษการเมือง
อย่าหวังว่าจะได้พูดเรื่องทุนผูกขาด

คำเดียวที่ฉันมีให้พรรคประชาชนหน้าโง่วันนี้คือ

สมน้ำหน้า

One response to “ตีไพ่โง่แล้วโง่อีก”

  1. Matooros pariyakool Avatar
    Matooros pariyakool

    พรรคประชาชนมันไม่เคยเป็นประชาธิปไตยหรืออะไรเลยตั้งแต่แรกแหละ ทั้งหมดปลอม

Leave a Reply

Trending

Discover more from Sit Beautiful

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading