เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน เพื่อนกลุ่ม ม.ปลาย นัดกันไปกินส้มตำแถวสาทรตรงข้ามตึกเอมไพร์ หลังจากไม่ได้เจอกันมานาน ร้านเล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยมนุษย์เงินเดือนแบบเรา บรรยากาศเซ็งแซ่ทั้งเสียงคนคุยกันและเสียงเพลงราวกับว่าใครเสียงดังกว่าชนะ บทสนทนาเริ่มจากเรื่องทั่ว ๆ ไป ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หัวข้อสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนจากงานสู่ลูก จากลูกสู่การศึกษา ราคาน้ำมัน ไม่นานเรื่องราวก็ค่อย ๆ หนักขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว ซึ่งประเด็นที่ผมสนใจมาต่อยอดมาก นั่นคืออนาคตลูกหลาน การเรียนการสอน คุณภาพการศึกษาและตลาดแรงงานในประเทศไทย 

เพื่อนเปิดประเด็นว่าพ่อแม่ชนชั้นกลางในไทยที่มีกำลังทรัพย์จำนวนมากลงทุนส่งลูกเรียนอินเตอร์กันเป็นล้าน หวังให้มีทางเลือกในโลกที่กว้างขึ้น แต่พอเรียนจบกลับต้องมาเจอความจริงเดิม ๆ คือการหางานสำหรับเด็กจบใหม่ top talent market ในไทยไม่ง่าย ตลาดแรงงานรายได้สูงอยู่อินเดีย เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย (ไม่ได้พูดถึงค่าเฉลี่ยนะ แต่พูดถึง segment ของงานทักษะสูง) ถ้าเลือกที่ไทยเด็กจบใหม่บางสายเริ่มต้น 18,000–22,000 บาท ขณะที่ค่าเรียนอินเตอร์รวมเกิน 3–5 ล้านบาท น้อยบริษัทที่จะสตาร์ทค่าแรงเหมาะสมกับค่าเรียนที่ส่งลูกจนจบ ตัวเลขที่ชวนให้ตั้งคำถามว่ามันคุ้มกับสิ่งที่ทุ่มไปหรือเปล่า และ Life Skills คือสิ่งสำคัญของเด็กยุคใหม่ ไม่ใช่ความรู้

ในมุม HR ผมนั่งฟังแล้วไม่ได้รู้สึกว่ามีใครผิด แต่มันสะท้อนว่าตลาดแรงงานไทยยังไม่ต้องการทักษะแรงงานขั้นสูงมากพอ เรายังแข่งขันด้วยต้นทุนแรงงานต่ำ ในขณะที่โลกกำลังวิ่งไปสู่เทคโนโลยี และทักษะขั้นสูง เรามีคนเก่งเพิ่มขึ้น แต่งานที่ใช้ความเก่งนั้นยังไม่โตตาม นี่คือความไม่สมดุลที่ทำให้การลงทุนด้านการศึกษาถูกตั้งคำถาม

ปัจจุบันประเทศไทยมีหลายนโยบายที่ดำเนินการ ทั้งสนับสนุนทักษะสาย STEM ให้สิทธิประโยชน์ภาษีกับการพัฒนาคน สอวช. สนับสนุนการอบรมฝีมือแรงงาน ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่เข้าข่ายเทคโนโลยีขั้นสูงไปหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้ 2.5 เท่า หรือมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ จ้างงานบุคลากรทักษะสูงในสาขา STEM โดยผู้ประกอบการสามารถนำค่าจ้างไปหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า เปิดทางการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ผลักดัน Data Center, AI, Semiconductor ภาพใหญ่กำลังถูกวาดไว้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ แต่โครงสร้างภายในเรายังพร้อม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา ตลาดแรงงานของไทยเกี่ยวพันกับการบริหารประเทศด้วยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง จากบทสนทนาทำให้ผมคิดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสินและทีมงานที่ทำงานหนัก ยกตัวอย่างเช่น ข่าวบริษัท Alphabet และ Google ประกาสความร่วมมือเพื่อการลงทุนในไทยอย่างเป็นทางการ 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐในการลงทุน Data Center ภายใต้แนวคิด Leave No Thai Behind ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2025 และอีกหลายข่าวที่รัฐบาลชุดนั้นทำงานโดยมีนายกรัฐมนตรีเศรษฐาเป็น Salesman

ผมเชื่อว่าต่อไปค่าแรงมีแนวโน้มสูงขึ้นแน่นอน ทั้งจากค่าครองชีพและแรงผลักจากนโยบายรัฐ แนวคิดเรื่อง efficiency wage จะมีบทบาทมากขึ้น เมื่อคนได้รับค่าตอบแทนที่ดีขึ้น พวกเขาจะมีแรงจูงใจพัฒนาตัวเอง และรักษาคุณภาพงาน และเมื่อแรงงานมีทักษะสูงขึ้น อำนาจการต่อรองค่าจ้างและสวัสดิการก็จะค่อย ๆ ขยับมาอยู่ฝั่งลูกจ้างมากขึ้น แต่มีเงื่อนไขสำคัญค่าแรงต้องโตไปพร้อมกับผลิตภาพ ถ้าค่าแรงขึ้น แต่ผลิตภาพเท่าเดิม สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการลดจำนวนพนักงาน การใช้ automation หรือการผลักงานออกไปนอกระบบ ซึ่งสุดท้ายอาจกระทบแรงงานมากกว่าที่ตั้งใจจะช่วย 

บทสนทนาที่ร้านส้มตำเกิดก่อนวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 วันที่ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายนโยบายและแผนการมอบนโยบายการบริหารงานที่วางเป้าหมายประเทศไทยวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วย Science and Technology หรือ S&T 

เป้าหมายนี้แม้จะเป็นโจทย์ที่ท้าทาย แต่ก็มีความหวัง หากการลงทุนใน New Growth Engine เกิดขึ้นจริง โครงสร้างงานและค่าจ้างของไทยจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

https://www.facebook.com/MHESIThailand/videos/1659979815001018

สิ่งที่ผมเห็นคือการเชื่อมทั้งระบบ ไม่ใช่นโยบายแบบแยกส่วน มีแผนแม่บทระดับประเทศในลักษณะของ National Skills Accord framework ใหญ่ของประเทศที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน นายจ้าง และสถาบันการศึกษาเข้าด้วยกัน เราต้องมาคุยกันว่าประเทศนี้ต้องการแรงงานแบบใดในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะสร้างทรัพยากรมนุษย์เช่นนั้นได้อย่างไร ภาครัฐวางทิศทาง และสร้างแรงจูงใจ, เอกชนลงทุนพัฒนาคน และปรับโมเดลธุรกิจ, ภาคการศึกษาสอนทักษะที่ตลาดต้องการจริงควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม, แรงงานพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนจากรัฐบาลในโครงสร้างพื้นฐานด้านการฝึกอบรมอย่างจริงจัง ทั้งศูนย์ทดสอบและอุปกรณ์ที่เพียงพอเพื่อรองรับผู้เรียนได้มากกว่าคลาสขนาดเล็กในปัจจุบัน

ภารกิจนี้ยากมากในระยะเวลา 4 ปี ทุกวันนี้หลายองค์กรยังทำงานด้วยสูตรเดิม ใช้โครงสร้างเงินเดือนแบบเดิม ออกแบบงานแบบเดิม วัดผลแบบเดิม แต่คาดหวังผลลัพธ์แบบใหม่ 

แรงกดดันรอบด้านทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา ต้นทุนด้านพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์โลก ตลาดแรงงาน กฎหมายแรงงานที่ลดชั่วโมงทำงานแต่ต้องการผลิตภาพขั้นสูง แรงงานต้องการรายได้สูง ขณะที่นายจ้างต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันทุกด้าน และไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแก้ได้ลำพัง เราพยายามเร่งให้ทันโลกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องจัดลำดับให้ถูกด้วย อะไรคือสิ่งที่ต้องยอมแลก Trade-off ในตลาดแรงงาน เราฝันถึง work-life balance ในโลกที่ทุกอย่างก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว หรือต้องทำงานให้มากภายใต้ข้อบังคับ ILO ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

คำถามสำคัญอีกข้อคือ นายจ้างไทยพร้อมหรือยัง

หากจะบอกว่านี่เป็นหน้าที่ของนายจ้างอย่างเดียวก็คงไม่แฟร์ เพราะโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมีผลมากต่อความสามารถในการแข่งขัน ถ้าพลังงานยังแพง ขนส่งยังต้นทุนสูง ดิจิทัลยังเข้าไม่ถึง หรือการศึกษายังไม่เชื่อมกับตลาด ต่อให้เอกชนอยากไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูงแค่ไหน เขาก็หืดขึ้นคอแทบจะหมดลมหายใจ

ประเทศไม่ได้ล้าหลังเพราะเชื่องช้า แต่เพราะขยับคนละทิศ ไปกันคนละทาง เราต้องสอดประสานกันทั้งระบบ หากรัฐบาลยังเดินหน้าแต่ไม่มองนโยบายให้รอบด้าน เอกชนยังยึดติดกับต้นทุนแต่ไม่ยอมลงทุนกับคน และแรงงานยังรอให้โอกาสวิ่งเข้าหาเรา ความพยายามทั้งหมดก็จะกลายเป็นเพียงภาพฝันที่ไม่สามารถต่อ Jigsaw ประดับฝาผนังสวยงามได้จริง แต่ถ้าทุกฝ่ายยอมขยับพร้อมกัน แม้จะไม่เร็วที่สุดก็อาจเร็วพอที่จะไม่หลุดจากตลาดโลกใหม่ และเร็วพอที่จะสร้างจุดเปลี่ยนได้ทันเวลา เสถียรภาพของรัฐบาลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ภาพฝันของคนไทยเป็นจริงได้ เราก้าวไป 5 ก้าว ต้องไม่ถอยมา 20 ก้าว ต้องลุกขึ้นยืนและก้าวไปข้างหน้าสลัดภาพให้หลุดพ้นจากคนป่วยแห่งเอเชียสักที

สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ค่าแรง แต่คือโครงสร้างทั้งระบบ เมื่อคุณยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ขับเคลื่อนฝั่งการสร้างคน และคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขยับฝั่งตลาดแรงงานพร้อมกัน ทั้งคู่กำลังพยายามแก้ pain point เดียวกันคือ คนไทยมีศักยภาพ แต่ระบบยังไม่เชื่อมกัน สถานการณ์แรงงานนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปด้วยการแก้ปัญหาในรูปแบบ รัฐบาลแห่งความร่วมมือ (Synergistic Government)

สุดท้ายแล้ว คำถามอาจไม่ใช่ เราจะไปถึงหรือไม่ใน 4 ปี แต่คือเราจะเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้หรือยัง เพราะในการเดินทางระยะยาว ประเทศที่ชนะ ไม่ใช่ประเทศที่ไม่เคยล้ม แต่คือประเทศที่ยังลุกขึ้นมาเดินต่อได้ทุกครั้ง

อ้างอิง

การมอบหมายนโยบายและแผนการมอบนโยบายการบริหารงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 https://www.facebook.com/MHESIThailand/videos/1659979815001018/

Leave a Reply

Trending

Discover more from Sit Beautiful

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading