หนึ่งในเรื่องพื้นฐานแต่สำคัญที่สุดของการบริหารแรงงาน คือ การกำหนดวันหยุดให้ลูกจ้างอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพราะวันหยุดไม่ใช่สวัสดิการตามน้ำใจนายจ้าง แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายแรงงานระบุไว้ชัดเจน 3 วันหยุด นั่นคือ วันหยุดประจำสัปดาห์ (มาตรา 28), วันหยุดตามประเพณี (มาตรา 29), วันหยุดพักผ่อนประจำปี (มาตรา 30)
วันหยุดทั้ง 3 ประเภทต้องจัดสรรแยกจากกันให้ชัดเจนตามกฎหมายแรงงาน
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้ลูกจ้างไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี รวมวันแรงงานแห่งชาติ โดยอ้างอิงตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดวันหยุดตามประเพณี ซึ่งในแต่ละปีจะมีการประกาศวันหยุดอย่างเป็นทางการ
วันหยุดตามประเพณี เลือกได้แค่ 3 ประเภทเท่านั้น คือ วันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนา หรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น ไม่สามารถเลือกวันอื่นนอกเหนือจากนี้ได้ หากนายจ้างเลือกวันนอกเหนือจาก 3 ประเภทนี้ จะไม่ถือเป็นวันหยุดตามประเพณีตามกฎหมาย ส่วน “วันหยุดราชการประจำปี” หมายถึง วันที่มีมติคณะรัฐมนตรีให้หยุดราชการเป็นประจำทุกปี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 28 วรรคแรก – ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่า 1 วัน โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้ากำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้
วรรคสอง – ในกรณีที่ลูกจ้างทำงานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร หรืองานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง นายจ้างและ ลูกจ้างอาจตกลงกันล่วงหน้าสะสมวันหยุดประจำสัปดาห์และเลื่อนไปหยุด เมื่อใดก็ได้ แต่ต้องอยู่ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ติดต่อกัน
มาตรา 29 ให้นายจ้างประกาศกำหนดวันหยุดตามประเพณีให้ลูกจ้างทราบเป็นการล่วงหน้าปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13 วันโดยรวมวันแรงงานแห่งชาติตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ให้นายจ้างพิจารณากำหนดวันหยุดตามประเพณีจากวันหยุดราชการปรจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งท้องถิ่น
ในกรณีที่วันหยุดตามประเพณีวันใดตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง ให้ลูกจ้างได้หยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณีในวันทำงานถัดไป
(วรรคท้าย) ในกรณีที่นายจ้างไม่อาจให้ลูกจ้างหยุดตามประเพณีได้ เนื่องจากลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้นายจ้างตกลงกับลูกจ้างว่า จะหยุดในวันอื่นชดเชยวันหยุดตามประเพณีหรือนายจ้างจะจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้ก็ได้
เมื่อถึงช่วงเทศกาล ปีใหม่ สงกรานต์ หลายคนได้หยุดพร้อมกันในวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามที่บริษัทประกาศไว้ พนักงานได้กลับบ้าน ได้พักผ่อน ได้ใช้เวลากับครอบครัว แต่โลกการทำงานยังมีแรงงานอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถหยุดในวันเดียวกับคนส่วนใหญ่ได้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้รับสิทธิ์ แต่เพราะลักษณะของงานไม่สามารถหยุดได้พร้อมกัน งานบางประเภทต้องดูแลความต่อเนื่องของธุรกิจ งานบางตำแหน่งต้องทำงานในวันที่คนอื่นหยุด ดูแลความปลอดภัยและงานบางลักษณะหากหยุดพร้อมกันทั้งหมด อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการหรือความเสียหายของงาน
ในกรณีที่เป็นงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2541) เช่น กิจการโรงแรม สถานมหรสพ ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล สถานบริการการท่องเที่ยว งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร งานขนส่ง หรือ งานที่มีลักษณะต้องทำติดต่อกัน หากหยุดจะเกิดความเสียหายแก่งาน นายจ้างสามารถให้ลูกจ้างมาทำงานในวันหยุดตามประเพณีได้ แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องเป็นการตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเท่านั้น
เมื่อมีการตกลงแล้ว นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ จ่ายค่าจ้างเพิ่มอีกหนึ่งเท่า ตามที่ตกลงกัน หรือจัดวันหยุดชดเชยในวันอื่นแทน ตามข้อตกลงและระเบียบของบริษัท นั่นหมายความว่าการไปหยุดในวันอื่น ไม่ใช่การเสียสิทธิ์แต่เป็นการใช้สิทธิ์ในรูปแบบที่เหมาะสมกับลักษณะงาน และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
องค์กรจะบริหารวันหยุดตามประเพณีอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมายแรงงาน
คนทำงาน HR ต้องอธิบายให้นายจ้างเข้าใจ รวมถึงตัวเองต้องเข้าใจวันหยุดตามประเพณีให้ตรงตามกฎหมายแรงงานระบุ ต้องการเขียนข้อบังคับให้ชัดเจน การกำหนดวันหยุดจริงในแต่ละปี หลายที่มีการโยก สลับวันหยุดเพื่อให้ได้หยุดยาว หลายที่มีเจตนาดี อยากให้คุณพนักงาน แต่ลืมไปว่าอาจจะเป็นโทษกับองค์กร เพราะอาจจะผิดกฎหมาย นายจ้างเขียนข้อบังคับไว้กี่วัน ต้องให้ลูกจ้างตามนั้น หากบริษัทเขียนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า บริษัทจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดตามประเพณี ไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี (โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติ) ในทางปฏิบัติ บริษัทจะจัดให้ 13 วัน หรือมากกว่านั้นก็ได้ แต่ห้ามต่ำกว่า 13 วันเด็ดขาด และต้องมีวันแรงงานแห่งชาติ (1 พฤษภาคม) รวมอยู่ด้วยเสมอทุกปี
ข้อควรระวังคือ นายจ้างโยก สลับวันหยุดตามประเพณี เพื่อให้มีวันหยุดยาวช่วงเทศกาล โดยโยกวันหยุดตามประเพณี ซึ่งผิดกฎหมายแรงงาน
ตัวอย่างกรณีผิดกฎหมาย
บริษัทมีวันหยุดประจำสัปดาห์ เสาร์–อาทิตย์ ประกาศวันหยุดตามประเพณีครบ 13 วัน รวมวันแรงงาน มีวันหยุดตามประเพณี เช่น
- 6 เมษายน (วันจักรี)
- 13–15 เมษายน (สงกรานต์) (ตรงกับวันอังคาร – พฤหัสบดี)
- 10 ธันวาคม (วันรัฐธรรมนูญ)
หลังจากนั้นนายจ้างตกลงกับลูกจ้างใหม่ โดยเปลี่ยนให้ วันที่ 6 เมษายน เป็นวันทำงาน และย้ายไปหยุดวันที่ 12 เมษายน (วันจันทร์) และไปหยิบเอาวันหยุดที่ 10 ธันวาคม มาหยุดวันที่ 16 เมษายน (วันศุกร์) (10 ธันวาคม กลายเป็นวันทำงาน) เพื่อหยุดหัวท้ายสัปดาห์สงกรานต์ ให้หยุดยาว 9 วัน (10 – 18 เมษายน)
การบริหารจัดการเช่นนี้ ผิดกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างสามารถฟ้องศาล เรียกค่าทำงานในวันหยุด สำหรับวันที่ 6 เมษายน และ 10 ธันวาคม ซึ่งบริษัทได้ประกาศให้เป็นวันหยุดตามประเพณี หากลูกจ้างต้องการหยุดยาว ผมขอแนะนำให้ HR แนะนำพนักงานไปว่าให้ ใช้สิทธิ์วันหยุดพักผ่อนประจำปีที่มี ทำลาในระบบไปเลยในวันที่ 12 และ 16 เมษายน อย่าโยก หยิบ ยืม สลับวันหยุดให้ปวดหัว
ส่วนกรณีบริษัทมีวันหยุดประจำสัปดาห์ 2 วัน นายจ้างกับลูกจ้างอาจตกลงเปลี่ยนวันหยุดประจำสัปดาห์ได้ แต่ต้องไม่ทำให้มีวันทำงานติดต่อกันเกิน 6 วัน บริษัทที่มีวันหยุดประจำสัปดาห์เพียง 1 วัน เช่น หยุดวันอาทิตย์ ไม่สามารถแลกวันหยุดได้ เพราะจะทำให้ทำงานติดต่อกันเกิน 6 วัน ซึ่ง ผิดมาตรา 28 วรรคแรก
ช่วงที่ทำงานธุรกิจบริการหลายคนเคยบอกกับผมว่าช่วงเทศกาลขอทำงาน ให้คนอื่นหยุดได้เลย เขาบอกว่าไม่ต้องไปแย่งกิน แย่งใช้ รถติดเดินทางลำบาก บางทีหนูก็ได้ทิปช่วงเทศกาล ก็ดูกันดี ๆ นะครับ ท่องไว้มาตรา 28 วรรค 2 มาตรา 29 วรรคท้าย และงานตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2541)
กฎหมายแรงงานให้ความสำคัญกับคำว่า “ความเป็นธรรม” มากกว่าคำว่า “ความเหมือนกัน” บางคนหยุดช่วงเทศกาล บางคนหยุดหลังเทศกาล และบางคนหยุดในวันที่งานเบาลง ตราบใดที่ลูกจ้างได้รับวันหยุดครบตามกฎหมาย ได้รับค่าตอบแทนอย่างถูกต้อง และได้พักผ่อนจริง สิทธิแรงงานก็ยังคงได้รับการคุ้มครองอย่างครบถ้วน
โลกของคนทำงาน วันหยุดอาจไม่ตรงกัน แต่สิทธิแรงงานต้องเท่าเทียม หน้าที่ของ HR ไม่ใช่เพียงแค่จัดวันหยุดให้ตรงตามประกาศกระทรวงแรงงานเท่านั้น แต่คือการทำให้การใช้สิทธิวันหยุดเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับชีวิตการทำงานจริง HR จึงต้องวางระบบวันหยุดและวันหยุดชดเชยให้ชัดเจน สื่อสารสิทธิ์ตามกฎหมายให้พนักงานเข้าใจ และดูแลไม่ให้การทำงานในวันหยุดกลายเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ไม่ว่าคุณจะหยุดวันไหน สิทธิของคุณมีคุณค่าเท่ากันตามกฎหมายแรงงาน และสำหรับแรงงานที่ยังคงทำงานในวันที่หลายคนได้หยุดพัก HR ขอขอบคุณในความทุ่มเทและความรับผิดชอบ เพราะการที่องค์กรยังเดินต่อได้อย่างราบรื่น เกิดจากแรงงานที่เข้าใจบทบาทของตนเองและร่วมกันประคับประคองงานในทุกช่วงเวลา
วันหยุดอาจไม่ตรงกัน แต่สิทธิและคุณค่าของแรงงานต้องเท่าเทียมกันเสมอ
องค์กรที่ดี ไม่ได้วัดจากจำนวนวันที่หยุดพร้อมกัน แต่วัดจากความเป็นธรรมที่พนักงานได้รับ






Leave a Reply