เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2568 ที่สนามหญ้า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “ปิกนิกพรรคประชาชนพบประชาชน” ในกิจกรรมดังกล่าว นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ได้กล่าวว่า
“วันนี้ผลการทดลองออกมาแล้ว ล้มเหลว แต่ถ้าเราไม่เริ่มทดลองเลย เราไม่รู้ว่าได้หรือไม่ ถ้าเราไม่เริ่มทดลอง ผลลัพธ์คือไม่ได้แน่ แต่ถ้าเริ่มทดลอง ผลออกมาว่าไม่ได้ อย่างน้อยก็ยอมรับ อย่างน้อยเอาคำถามประชามติคำถามแรกมาให้ได้ก็ไปร่วมกันรณรงค์”
ผู้อ่านที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองคงเข้าใจเรื่องราวที่ผมเขียนเป็นอย่างดี ผลจากการการทดลองที่ว่ามาจากการทำ MOA ระหว่างพรรคการเมือง โดยพรรคอันดับ 1 มอบอำนาจให้พรรคการเมืองอันดับ 3 บริหารงานแทน
ถ้อยคำดังกล่าวอาจฟังดูสมเหตุสมผล หากอยู่ในบริบทขององค์กรที่ทุ่มงบให้กับการกล้าลองสิ่งใหม่ (Experimentation) ห้องทดลองของแผนก R&D (Research and Development) งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หรือการพัฒนานวัตกรรมในโลกธุรกิจ แต่เมื่อกรอบความคิดเดียวกันถูกนำมาใช้กับการเมืองระดับประเทศ คำถามในมุมมองภาวะผู้นำแบบ HR ไม่ได้อยู่ที่ว่า “เรากล้าลองหรือไม่” เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า “ใครคือคนที่ต้องจ่ายต้นทุนเมื่อความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นจริง”
คุณพร้อมจะก้าวเท้าออกมาข้างหน้า ยืดอกรับผิดชอบสิ่งนั้นหรือไม่ ?
เราอาจถูกชวนให้ “เดินไปด้วยกัน” หากการมองตาแล้วชวนให้เชื่อใจ แต่ไม่มีแผนรองรับความเสี่ยง ไม่มีเบาะกันกระแทก การเดินทางนั้นก็ไม่ต่างจากการผลักคนอื่นให้เสี่ยงแทนตัวเอง
และในโลกการทำงานจริง ต้นทุนของความผิดพลาดไม่ใช่สายลม แสงเหนือ แนวคิดเชิงอุดมคติที่ถกเถียงกันได้ในห้องเรียน หรือบรรยากาศสบาย ๆ ของนักวิชาการที่นั่งจิบกาแฟ รีวิวหนังจาก Netflix พิมพ์งานอยู่ในประเทศอากาศหนาวในยุโรป หรือประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย แต่คือรายได้ของพนักงาน ความมั่นคงขององค์กร และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเมื่อสูญเสียไปแล้ว ไม่ได้เรียกกลับคืนมาได้ง่าย ๆ
ในองค์กร ไม่มีผู้บริหารคนใดทดลองปรับโครงสร้างองค์กรใหม่โดยให้พนักงานทั้งบริษัทเป็นหนูทดลอง และไม่มี CEO คนใดอธิบายต่อบอร์ดบริหารว่า
“โครงการนี้ล้มเหลวครับ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็ได้ทดลองนะครับ”
ในโลกของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ภาวะผู้นำไม่ได้ประเมินจากความตั้งใจดี หรือความกล้าที่จะลองผิดลองถูก แต่ต้องประเมินจาก 1. Accountability ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน 2. Risk Assessment ความเสี่ยงถูกประเมินก่อนตัดสินใจหรือไม่ และ 3. Stakeholder Impact ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากน้อยแค่ไหน
ผู้บริหารที่ดีไม่ใช่คนที่พูดว่า “ผมพร้อมเสี่ยง” แล้วชวนทุกคนมารอดูพร้อมกันว่าลูกค้าจะยังไว้ใจหรือไม่ บริบทโลกจะพาไปทางไหน แต่คือคนที่ตอบให้ได้ตั้งแต่ต้นว่า ถ้าความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นจริง ใครต้องรับผล และเขาเตรียมรับมืออย่างไร โดยไม่ผลักภาระไปให้คนอื่น
การเมืองก็ไม่ต่างกัน ผมอาจคิดต่างจากหลายคน เพราะผมไม่เชื่อว่าประเทศควรถูกใช้เป็นสนามทดลองให้นักวิชาการโยนโปรเจกต์ตามตำราใส่มือนักการเมือง แล้วบอกประชาชนว่า “เข้าใจหน่อย” เมื่อผลลัพธ์ออกมาล้มเหลว
ในโลกการทำงานความตั้งใจดีไม่ใช่คุณสมบัติของผู้นำ หากเป็นเพียงเงื่อนไขขั้นต่ำของการก้าวเข้าสู่บทบาทนั้น ไม่มีองค์กรใดแต่งตั้งผู้บริหารเพราะเชื่อว่าคนนั้นกำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุด ผู้นำถูกเลือกจากความสามารถในการบริหาร การตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดจริง การทำงานร่วมกับผู้ที่เห็นต่าง และการยืนหยัดรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จากน้ำเสียงหนักแน่นบนเวที วาทศิลป์ที่ปลุกเร้าอารมณ์ หรือสไลด์สวย ๆ ที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ด้วยการลงมือทำ
การเมืองก็ควรถูกประเมินด้วยมาตรฐานเดียวกัน และไม่ควรได้รับข้อยกเว้นเพียงเพราะมันถูกเรียกว่า “อุดมการณ์”
แม้การเมืองจะถูกห่อหุ้มด้วยความหวัง คำสัญญา และภาพฝันของอนาคตที่ดีกว่า แต่ในทางปฏิบัติ การเมืองคือหนึ่งในงานบริหารที่ยากและซับซ้อนที่สุด ผู้นำทางการเมืองต้องแปลงนโยบายให้เกิดผลจริง ต้องบริหารความคาดหวังของทั้งผู้ที่เลือกตนเองและผู้ที่ไม่ได้เลือก ต้องจัดการทรัพยากรสาธารณะภายใต้ข้อจำกัด และต้องยืนหยัดรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่กระทบชีวิตผู้คนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่ในช่วงหาเสียง แต่ตลอดเวลาที่อยู่ในอำนาจ
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือการใช้วาทกรรมแทนการบริหาร
การพูดถึงอนาคตที่สวยงามโดยไม่อธิบายกระบวนการ ไม่กำหนดบทบาท ไม่ระบุกรอบเวลา และไม่ตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จ นี่ไม่ใช่วิสัยทัศน์ แต่คือการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะเมื่อไม่มีตัวชี้วัด สุดท้ายก็ไม่มีใครต้องรับผิดจริง ๆ นอกจากประชาชน
ประเทศที่เต็มไปด้วยผู้นำลักษณะนี้อาจเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยคำพูด แต่หยุดนิ่งในเชิงผลงาน
การเมืองไม่ใช่งานอาสาสมัคร และไม่ใช่พื้นที่ทดลองความคิดโดยไม่ต้องรับผลของการตัดสินใจ โลกการทำงานก็เช่นกัน
ในโลกการทำงานผู้จัดการสองคนอาจพูดประโยคเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งรับฟัง วางระบบ และยืนหยัดรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่อีกคนใช้อารมณ์ กดดันทีม และโยนความผิดให้ผู้อื่น ในสายตา HR คนแรกคือผู้นำ อีกคนไม่ผ่านการประเมิน
ผู้นำจำนวนไม่น้อยยังทำงานราวกับอยู่ในช่วงหาเสียง แบ่งโลกเป็นฝ่ายของ “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” กับ “ผู้ไม่เข้าใจ” และมองความเห็นต่างเป็นอุปสรรค มากกว่าข้อมูลที่ควรถูกนำมาพิจารณา พฤติกรรมแบบนี้คือสัญญาณของความล้มเหลวในการปรับบทบาท เพราะไม่มีผู้นำคนใดบริหารทีมที่หลากหลายได้ หากยังต้องการชัยชนะทางอารมณ์อยู่ตลอดเวลา
ผู้นำที่เป็นมืออาชีพจะทบทวนการตัดสินใจของตนเอง ยอมรับความผิดพลาด และปรับแนวทางให้สอดคล้องกับผลลัพธ์จริง ขณะที่ผู้นำที่ขาดความเป็นอาชีพจะเลือกโทษปัจจัยภายนอก โทษระบบเดิม โทษคนอื่น โทษพนักงาน โทษประชาชน โดยไม่เคยตั้งคำถามกับบทบาทของตนเองเลย นี่คือสัญญาณเตือนของความล้มเหลวในการบริหาร ทั้งในองค์กรและประเทศ
ผู้นำที่ดีไม่ใช่ผู้ขายฝัน แต่คือผู้ที่วางระบบ จัดการความเสี่ยง และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์จริงทุกครั้ง ประเทศนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง สิ่งที่ประชาชนทำได้คือใช้สิทธิเลือกตั้ง หาตัวแทนเข้าไปทำงาน และติดตามตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ประเมินผู้บริหารในองค์กร ความหวังจึงไม่ใช่แค่การได้ผู้นำที่ตั้งใจดี แต่ต้องเป็นผู้นำที่มีความเป็นมืออาชีพ เพราะประเทศไม่ใช่ Sandbox ส่วนตัว และประชาชนไม่ใช่มนุษย์ในค่ายทดลองที่ต้องยอมรับความล้มเหลว เพียงเพราะเจตนาดี แต่ขาดความรับผิดชอบ และวิสัยทัศน์ในโลกแห่งความจริง ขอฝากความหวังนี้ไว้กับพรรคการเมืองในการสรรหาคัดเลือกทีมงาน และแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีที่จะมาบริหารประเทศอย่างมีระบบและรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง






Leave a Reply