สำหรับผู้สนใจในไวน์ อาจจะต้องมีสักครั้งที่มีความสงสัยอยากไปเห็นไร่ไวน์สักที ว่ามันเป็นยังไง จากที่เราได้ไวน์มาเป็นขวด ก่อนมันลงขวดมันเป็นอย่างไรนะ บางคนก็อาจจะมีภาพชวนฝันแบบในหนัง A Walk in the Clouds ที่พ่อหนุ่มคีนู รีฟเล่น

ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือการให้ภาพความจริง ความยากลำบากในการปลูกองุ่น แบบที่หลายๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง

เอาละ ถ้าเราได้มาเที่ยวปารีสแล้ว ไม่ได้ออกไปไหนไกล ในปารีสก็ถือว่ามี hidden gem อยู่ ก็คือไร่ไวน์ที่อยู่ในตัวเมืองปารีสนี่แหละ แถมอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสุดฮิต นั่นคือ มงมาร์ต ( Montmartre ) นั่นเอง

มงมาร์ตเดียวกับที่ไปยืนถ่ายรูปดูวิวปารีส และโบสถ์ขาวๆ บนเขา

ตั้งแต่อดีตในเขตเมืองปารีสเองจริงๆ ก็มีไร่ไวน์อยู่ ซึ่งการดูว่าไร่ไวน์จะอยู่ไหนบ้าง ดูได้จากแหล่งที่มีโบสถ์เก่าแก่ และโบสถ์ที่ทรงอำนาจในแต่ละเขต เพราะการผลิตไวน์ในสมัยโบราณจนถึงนยุคปฎิวัติฝรั่งเศสยังผูกติดกับศาสนจักร ชาวบ้าน หรือพระสามารถปลูกองุ่นได้ แต่จะส่งผลผลิตเข้าสู่โบสถ์หรือส่วนที่เป็นอาราม ที่เราเรียกว่า Abbey เพื่อทำการผลิตไวน์ อย่างถ้าทางด้านซ้ายของแม่น้ำแซนน์ ละแวกเขต St.Germain des-Prè ละแวกนั้นก็เป็นพื้นที่ปลูกไวน์เหมือนกัน ทุกวันนี้กลายเป็นถนนชอปปิ้งไปเรียบร้อย

การปลูกองุ่นถือว่าเป็นงานเกษตรกรรม ในส่วนการทำไวน์นั้นถือว่าเป็นศาสตร์และศิลป์ นับเป็นงานกึ่งอุตสาหกรรม ที่ต้องใช้ความรู้ และทุนในการผลิต ทุนในที่นี้คือเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะที่บด ถังไม้โอ๊ค กระบวนการวิธีการหมัก บ่ม และตรวจสอบ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นทุนที่สูงแม้แต่ในอดีต ในปัจจุบันจุดตัดของความเป็นไวน์คุณภาพดี และทุนก็ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญ

กลับมาทางฝั่งขวาและไปทางมงมาร์ตของเรากัน ทางฝั่งขวาในสมัยก่อนแม้กระทั่งผ่านยุคปฎิวัติฝรั่งเศสมาแล้วก็ยังถือว่าเป็นพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนาให้เจริญเท่าฝั่งซ้าย พื้นที่จำนวนมากเป็นพื้นที่เกษตร ดูจากแผ่นที่เก่า ตรงคุกบาสตีย์นี่ยังเป็นกลางทุ่ง เลยจากคุกไปมีแต่ไร่

ส่วนทางมงมาร์ตเป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่ใกล้ปารีสมากๆ เป็นพื้นที่เกษตร ทั้งปลูก และมีโรงสี โรงเก็บเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ถึงได้ภายหลังมีโรงละครที่ตั้งชื่อล้อกับสถานที่คือ กังหันสีแดง Moulin Rouge

เมื่อหลังปฎิวัติฝรั่งเศสทำให้ได้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นในสังคม คือชนชั้นกลาง และการขยายตัวของเมืองตามประชากรที่เพิ่มขึ้น จนในยุคนโปเลียนที่สาม ที่มีดำริต้องปรับปรุงเมืองปารีสให้ทันสมัย และรองรับกับการขยายตัวของประชากร และชนชั้นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จึงมีคำสั่งให้สถาปนิคคนดัง Haussmann ได้ทำการปรับปรุงเมือง ถึงได้เกิดรูปแบบอาคารที่เรียกว่าเป็นสไตล์ Haussmann

ในการปรับปรุงและสร้างเมืองปารีสใหม่ Haussmann ได้เลือกใช้หินปูน Limestone จากมงมาร์ต เลยเกิดเป็นอุตสาหกรรมเหมืองหินในมงมาร์ตมาสร้างปารีสใหม่ เค้าเลยพูดกันเล่นๆ ว่า มีมงมาร์ตอยู่ในปารีสที่ที่ มากกว่าอยู่ในมงมาร์ตเองซะอีก

ทีนี้เมื่อเมืองขยายออกมากขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 มงมาร์ตเลยไม่ใช่ที่ที่ไกลเมืองมาก ยังถือเป็นชนบทนิดๆ แนวชานเมือง ราคาที่อยู่อาศัยก็ยังถูกอยู่เมื่อเทียบกับในปารีส เลยทำให้บรรดาศิลปิน และผู้มีอันจะกินบางส่วนย้ายมาละแวกนี้ ศิลปินคนดังๆ ก็อย่างเช่น เรอนัว

เหล่าคนที่ย้ายมาอยู่ใหม่เริ่มจะเห็นถึงการขยายตัวของเมืองปารีสอย่างรวดเร็วออกมาทางมงมาร์ต ทำให้พื้นที่สีเขียวทั้งหลายกลายเป็นตึกกันหมด การที่พื้นที่สีเขียวหายไปเรื่อยๆ ทำให้คนที่มาอยู่รู้สึกไม่พอใจสิ่งนี้ เลยคิดกันว่าทำยังไงให้พื้นที่ไม่หายไป

แล้วก็ดันมีคนหัวใสไปเปิดกฎหมายดูพบว่า ตามกฎหมายฝรั่งเศส ถ้ามีไร่ไวน์อยู่ จะไม่สามารถสร้างตึกสูงในไร่ไวน์ได้ ตามข้อกฎหมายนี้ เหล่าศิลปินและคนที่ย้ายมาอยู่ เลยรวมเงินซื้อที่และเริ่มทำการปลูกองุ่นและทำไวน์ตั้งแต่ปี 1933 เป็นต้นมา และตั้งชื่อว่า Clos de Montmartre ปัจจุบันผลิตปีละ 1500 ขวด และไม่ได้นำออกขาย แต่นำออกประมูลเพื่อการกุศล

ในเดือนตุลาคมของทุกปี ประมาณช่วยอาทิตย์ที่สองของเดือน จะมีการจัดงานเทศกาลเก็บองุ่น Fête des Vendanges de Montmartre งานก็จะประมาณเหมือนงานกาชาดออกร้านบวกกับงานภูเขาทอง  ไวน์หลายที่ทั่วฝรั่งเศสมาเปิดบูท อาหารต่างๆ ทั้งไส้กรอก หอยนางรม ไก่ย่าง ตัวงานจะจัดบริเวณทางเดินรอบตัวโบสถ์  ยิ่งทำให้คิดว่าเหมือนงานสมโภชภูเขาทองมากๆ  ซึ่งคนก็จะเยอะมาก ชนิดไม่ต้องเดิน ไหลตามกันไปได้เลย ถ้าชอบก็ลองมาดูได้

ส่วนตัวไร่เค้าจะล้อมรั้วไว้ไม่ให้เข้าไปเดินเล่น แต่สามารถดูได้จากริมถนน ถ้าใครผ่านมาทางมงมาร์ตอาจจะเดินอ้อมด้านหลังโบสถ์และมาดูไร่ไวน์ได้ เป็นพื้นที่น่ารักอีกแบบในปารีส และจะเห็นวิวอีกด้านของเมือง  มาดูได้ทุกฤดู  ยิ่งตอนใบไม้เปลี่ยนสีจะมีสีสันสวยไปอีกแบบ

Leave a Reply

Trending

Discover more from Sit Beautiful

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading