ในวันที่หลายจังหวัดของภาคใต้ตอนล่างเพิ่งผ่านพ้นการเผชิญอุทกภัย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผู้ประสบภัยรอความช่วยเหลือและฟื้นฟูชีวิตแบบวันต่อวัน ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นหลายคนเห็นภาพถนนหนทางที่ค่อย ๆ กลายเป็นแม่น้ำไหลเชี่ยว ผู้คนรีบอพยพออกจากพื้นที่ บางคนติดอยู่ในบ้านทั้งผู้ป่วยติดเตียง เด็ก ผู้สูงอายุ หลายคนต้องหนีขึ้นไปบนหลังคาบ้านท่ามกลางน้ำที่ไหลแรงจนไม่รู้จะเกาะยึดสิ่งใดเพื่อเอาชีวิตรอด มีเพียงหัวใจที่เข้มแข็งให้ยึดเหนี่ยว บ้านเรือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ประคองชีวิตอยู่ในโลกเงียบที่ไม่มีทั้งน้ำ ไฟ และสัญญาณโทรศัพท์จะติดต่อขอความช่วยเหลือจากใคร
ท่ามกลางความเย็นยะเยือกจากน้ำก้อนใหญ่ที่หวังจะพัดทุกอย่างให้จมหาย แรงกระแทกอีกด้านที่หลายคนมองไม่เห็นคือชีวิตการทำงานที่พลิกคว่ำไปพร้อมกัน ทั้งลูกจ้างที่เดือดร้อน นายจ้างที่ต้องพยายามประคองธุรกิจให้อยู่รอด และ HR ที่ถูกแรงกดดันโถมเข้ามาทั้งสองด้านพร้อมกันแบบไม่ทันได้หายใจ หลายคนลืมไปว่า HR ไม่ใช่ยอดมนุษย์ แต่เป็นผู้ประสบภัยไม่ต่างกัน ต้องดูแลบ้านตัวเองที่กำลังจมหาย และต้องดูแลพนักงานที่รอความช่วยเหลืออีกหลายสิบชีวิตด้วยใจที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะรอดหรือไม่
ในวันที่บริษัทต้องประกาศปิดชั่วคราว ทรัพย์สินพนักงานสูญหาย บ้านเหลือเพียงฝาผนังที่ทิ้งรอยคราบดินโคลน ไร้หลังคา HR คือคนที่ยังต้องรายงานสถานการณ์ให้ผู้บริหารทราบ ความปลอดภัยของพนักงานเป็นสิ่งแรกที่ต้องตรวจสอบ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของพนักงาน น้ำ ไฟ สัญญาณโทรศัพท์กลับคืนมา HR ต้องรับสาย ประสานงานช่วยเหลือทั้งที่ตัวเองก็ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังจากของใช้ที่กลายเป็นกองขยะ นี่คือช่วงเวลาที่ HR เองต้องยอมรับว่าความเข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการกัดฟันยืนสู้ และกลืนน้ำตาพร้อมก้อนแข็ง ๆ ลงคอ แต่คือการรู้วิธีฟื้นใจตัวเองให้กลับมายืนได้จริงๆ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้าลึกๆ รับรู้ทีละเรื่อง จัดการทีละอารมณ์จะช่วยไม่ให้ใจเราถูกน้ำท่วมไปพร้อมกับเมือง ยาก ผมเองหากเผชิญสภาวะเช่นนั้น จะทำได้อย่างที่เขียนหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ รู้เพียงว่าต้องฝึกฝนและวางแผน
Mindfulness สภาวะของการมีสติ รู้เท่าทัน เป็นเครื่องช่วยหายใจของ HR ในวันที่ความโกลาหลกลืนกินรอบทิศทาง
สติมา ปัญญาเกิด สูดหายใจเข้าลึก ๆ ในวินาทีที่เราตั้งสติได้ สิ่งที่ทำให้เรามองเห็นเส้นทางข้างหน้าชัดเจนขึ้นหลังน้ำลดคือการกลับมาจับประเด็นและลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง สิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรควรมีเพื่อกำหนดทิศทางในการรับมือภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว อัคคีภัย อุทกภัย การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ เหตุการณ์ก่อการร้าย หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ นั่นคือแผนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (Business Continuity Plan) หรือที่คนทำงานเรียกกันสั้น ๆ ว่า BCP Plan
ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) การระบุงานและระบบที่สำคัญที่สุดที่ต้องดำเนินต่อ แผนอพยพและความปลอดภัยพนักงาน การจัดอุปกรณ์ฉุกเฉิน การรักษาทรัพย์สินสำคัญ เช่น เอกสาร เครื่องจักร หรือข้อมูลสำคัญ การสื่อสาร (Communication Plan) ช่องทางสื่อสารหลักและสำรอง กระบวนการแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Call Tree) การสื่อสารภายใน ภายนอก ลูกค้า ผู้มีส่วนได้เสีย กู้ภัย หน่วยงานรัฐ การสำรองระบบและข้อมูล (IT & Data Backup) ช่องทางติดต่อสำรองในกรณีสื่อสารไม่ได้ การฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ (Recovery & Restoration) ประเมินความเสียหาย ฟื้นฟูระบบ IT และธุรกิจ การช่วยเหลือพนักงานด้านสุขภาพกาย ใจ การฝึกซ้อมและปรับปรุง (Testing & Improvement)
หลายคนอาจมองว่า BCP เป็นเรื่องไกลตัว เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น เช่น ธนาคาร กลุ่มสถาบันการเงิน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล หรือหน่วยงานรัฐที่ต้องให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงแล้ว BCP คือหัวใจที่จำเป็นสำหรับทุกองค์กร ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นจริง สิ่งที่ทุกองค์กรต้องการเหมือนกันคือธุรกิจต้องไม่หยุดชะงัก ชีวิตของพนักงานและองค์กรต้องเดินต่อไปได้
แม้แต่ครอบครัวของเราเองเพียงไม่กี่ชีวิตก็ยังต้องการ แผนรับมือวิกฤติของบ้าน เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นไฟดับ น้ำท่วม รถเสีย หรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว การมีแผนสำรองเล็ก ๆ เช่น เงินฉุกเฉิน เบอร์ติดต่อสำคัญ หรือจุดนัดพบเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ล้วนทำหน้าที่ไม่ต่างจาก BCP ขององค์กรที่ช่วยให้ชีวิตยังเดินได้อย่างไม่สะดุด ประเทศญี่ปุ่นคือตัวอย่างของการมีถุงยังชีพ (Survival bag) บรรจุสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารสำเร็จรูป ยาปฐมพยาบาล ไฟฉาย วิทยุพกพา และเอกสารสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้คือเรื่องปกติ
อีกตัวอย่างที่ผมประทับใจในการบริหารงานคือคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่มอบหมายให้คุณทวิดา กมลเวช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และทีมงานเตรียมชุดข้อมูลและมาตรการรับมือสถานการณ์ฝนหนักแบบจำลองระดับรุนแรง รับมือวิกฤตหากต้องเจอฝนสะสม 1,100 มม. ภายใน 7 วัน ถือเป็นตัวอย่างของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และประสบการณ์ในการทำงาน วางแผนรับมือภาวะวิกฤติได้เป็นอย่างดี
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ HR ยังเป็นจุดเชื่อมชีวิตของพนักงานทุกคนเข้าถึงสิทธิและความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างถูกต้อง
เริ่มที่สิทธิของผู้ประกันตนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ยื่นแบบคำขอพร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างผ่านสำนักงานประกันสังคมพื้นที่ ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่เสียชีวิตด้วยเหตุที่ไม่ได้มาจากการทำงาน ทายาทของผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานประกันสังคมเป็นค่าทำศพ 50,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย สำหรับผู้ประกันตนที่มีการส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือนขึ้นไป รวมทั้งเงินบำเหน็จชราภาพ
หากเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่เสียชีวิต มี 3 ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ส่วนทางเลือกที่ 3 ได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพในทางเลือกที่ 2 และทางเลือกที่ 3

หากสถานประกอบกิจการที่เครื่องจักร อุปกรณ์ ฯลฯ ได้รับความเสียหายระหว่างน้ำท่วมขังหรือภายหลังน้ำลด นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดการผลิตหรือหยุดการให้บริการ นายจ้างสามารถหยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ตามมาตรา 75 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน โดยจ่ายเงินให้ลูกจ้างในระหว่างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างปกติ คำถามว่าในระหว่างที่สถานประกอบกิจการหยุดกิจการชั่วคราวลูกจ้างสามารถไปทำงานกับนายจ้างอื่นเพื่อหารายได้เพิ่มเติมได้ไหม ต้องดูรายละเอียดสัญญาหรือข้อบังคับว่าได้ระบุห้ามลูกจ้างไม่ให้ทำงานกับนายจ้างรายอื่นซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของนายจ้างในระหว่างยังเป็นลูกจ้างไว้หรือไม่
วิกฤตครั้งนี้กระทบคุณภาพชีวิตผู้คน สิทธิแรงงาน แต่สะท้อนไปถึงความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล และประเทศไทยยังขาดระบบจัดการน้ำท่วมที่ยั่งยืน ในฐานะประชาชน ผู้ใช้แรงงาน เราควรถามคำถามสำคัญกับทุกพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่าประเทศจะมีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบจริงไหม จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับภัยพิบัติหรือไม่ และจะทำอย่างไรให้คนทำงานไม่ต้องตกอยู่ในสภาพ ตายทั้งเป็น เพราะน้ำท่วมไม่ใช่แค่เรื่องภัยธรรมชาติ แต่มันคือเรื่องของการบริหารประเทศ
หลังเหตุการณ์ผ่านไปการฟื้นฟูไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งปลูกสร้าง แต่คือการฟื้นฟูใจของคนทำงานทุกคน รวมถึง HR ที่เผชิญทั้งภาวะส่วนตัวและภาวะงานพร้อมกัน ต้องได้รับพื้นที่ปลอดภัยให้พักใจ หายใจ และเริ่มต้นใหม่
วิกฤติครั้งนี้ น้ำอาจท่วมออฟฟิศ ท่วมบ้าน แต่ไม่ควรท่วมใจ HR และเมื่อใจของคนที่ดูแลคนยังแข็งแรงและยืนอยู่ได้ องค์กรทั้งองค์กรก็จะยืนฟื้นขึ้นมาได้เสมอ เราจึงจะผ่านมรสุมแห่งวิกฤตินี้ไปด้วยกัน แบบที่ไม่มีใครต้องยืนลำพังบนหลังคาท่ามกลางสายน้ำไหลเชี่ยวอีกต่อไป
อ้างอิง
มาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูนายจ้างและผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
แรงงาน ห่วงลูกจ้าง นายจ้าง หยุดกิจการชั่วคราวเหตุน้ำท่วม ปฏิบัติตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานได้
คู่มือการจัดทําแผนการดําเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (BCP) Guidebook on SME Business Continuity Planning






Leave a Reply