สงครามการค้าของ ปธน ทรัมป์มีตรรกและเหตุผลพื้นฐานที่เราควรต้องทำความเข้าใจมากไปกว่าแค่คำเหยียดที่ทำให้เราดูทรงภูมิหรือรักชาติว่า “ทรัมป์มันบ้า” หรือ “อเมริกาไม่มีวันตามเกมเหนือชั้นของสี จิ้นผิงได้ทัน” ฯลฯ

ตั้งแต่วาระแรก ทรัมป์เล็งเห็นว่าชาติพันธมิตรของสหรัฐส่วนใหญ่ทั้งยุโรป เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลาตินอเมริกา ล้วนแล้วแต่มีอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ขายของได้เงินจากอเมริกามากมายเพราะมีความช่วยเหลือด้านภาษี เสร็จแล้วก็เอาเงินที่ได้จากอเมริกาไปซื้อของจีนมากที่สุด ทำให้จีนเป็นผู้ขายรายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนี้ชาติพันธมิตรของอเมริกาที่ชอบซื้อของจีนพวกนี้ก็ยังจะเรียกร้องให้อเมริกาต้องมาช่วยด้านงบประมาณความมั่นคงของพวกเขาอีก ทั้งนาโต้ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียนก็ไม่น้อยเหมือนกัน ทั้งหมดนี้ทำให้จีนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาท้าทายสหรัฐได้ ณ ปัจจุบันนี้ ซ้ำร้ายหลายประเทศ เช่น ไทย ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐมหาศาลมาเป็นสิบปี และก็เสียเปรียบดุลการค้าจีนมาเป็นสิบปีเหมือนกัน ยังจะมีแนวโน้มเอนเอียงเข้าหาจีนมากกว่าสหรัฐตลอดระยะสิบปีที่ผ่านมาเหมือนกัน

สงครามการค้า 1.0 ในวาระแรกของทรัมป์จึงมุ่งเป้าไปที่การทำให้สินค้าจีนแพงขึ้น เพื่อให้อเมริกาพึ่งพาสินค้าจากจีนน้อยลง หรือที่อาจจะเคยได้ยินคำว่า decoupling หรือการแยกทางกันทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่พูดถึงกันมากในวาระแรกของทรัมป์ แต่วาระแรกของทรัมป์ดำเนินไปไม่กี่ปีก็เกิดวิกฤต COVID-19 โลกเข้าสู่สภาวะ lock down หันไปทะเลาะกันเรื่องฉีดหรือไม่ฉีดวัคซีนดี แล้วทรัมป์ก็แพ้เลือกตั้ง รัฐบาลเดโมแครตเข้ามาผ่อนคลายมาตรการสงครามการค้าของทรัมป์บางส่วน และไม่ได้ไปตามบังคับให้จีนต้องทำตามที่เคยดีลไว้สมัยทรัมป์หลายเรื่อง จีนก็หาลู่ทางเลี่ยงภาษีสหรัฐได้ด้วย transshipment คือส่งสินค้ามาแวะ packaging หรือแปะยี่ห้อที่ประเทศใดประเทศหนึ่งกลางทาง (ส่วนใหญ่ก็พี่น้องอาเซียนนี่แหละ) แล้วย้อมแมวส่งไปขายอเมริการาวกับไม่ใช่สินค้าจีน ก็รอดภาษีไป ประเทศกลางทางก็ได้เก็บส่วนแบ่งนิดหน่อย happy ทุกฝ่ายยกเว้นอเมริกายังถูกเอาเปรียบต่อไปตามเดิม

พอทรัมป์กลับเข้าทำเนียบได้ในวาระที่ 2 ก็เลยเปิดฉากสงครามการค้า 2.0 ที่ Liberation Day 2 เมษา ประกาศจะขึ้นภาษีพร้อมกันไปเลยหลายสิบประเทศทั่วโลก โดยจีนก็ยังเป็นเป้าหมายหลักที่โดนหนักสุด แต่รอบนี้ประเทศทั้งหลายที่แอบช่วยจีนเอาเปรียบสหรัฐด้วย transshipment ก็จะโดนด้วยมิใช่น้อย และพันธมิตรของสหรัฐอื่นๆ ที่เอาแต่ขายของให้สหรัฐแล้วได้กำไรไปซื้อของจีนก็โดนด้วยเหมือนกัน อยากซื้อของจีนก็ไม่ว่ากันแต่ไปหาตลาดขายของตัวเองที่อื่นไม่ต้องมาเอาเงินคนอเมริกันไปปั้นให้เศรษฐกิจจีนมาท้าทายสหรัฐ

ผลของ Liberation Day Tariffs คือทุกประเทศเลือกต่อรองกับอเมริกาหมด ยกเว้นจีนที่พยายามขึ้นภาษีใส่อเมริกาแล้วเลยโดนหนักกว่าเก่าจนต้องยอมมาเจรจาในที่สุด สาเหตุที่ทุกประเทศ รวมทั้งไทยและกัมพูชาเลือกเจรจากับทรัมป์ก็เพราะทุกประเทศมีตลาดขนาดใหญ่อยู่ในอเมริกาหมด ถ้าขายของให้อเมริกาไม่ได้ก็ไม่รู้จะไปขายให้ใครแทนเพราะสภาพเดียวกันทั้งโลก ยิ่งกว่านั้นคือไม่ต้องหวังจะพึ่งจีนเลย เพราะที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ก็มีแต่ขาดดุลการค้าจีนมาตลอด และตอนนี้จีนขายของให้อเมริกาได้น้อยลงแล้วก็มีแต่จะหาทางระบายสินค้าส่วนเกินปริมาณมหาศาลไปยังมิตรประเทศต่างๆ ที่จะโดนหนักสุดก็อาเซียนนี่แหละ

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาอาเซียนปรับตัวได้ดี ลดพฤติกรรม transshipment และสามารถส่งสินค้าของตัวเองไปขายในตลาดสหรัฐได้มากขึ้นจน ณ ปัจจุบันนี้อาเซียนแซงจีนมาเป็นผู้ส่งสินค้าไปขายในสหรัฐมากเป็นอันดับ 1 ของโลกแล้ว จึงไม่แปลกที่การมาเยือนมาเลเซียของทรัมป์ครั้งล่าสุดสมาชิกอาเซียนต่างพากันไปแห่แหนเสนอขาย Rare Earth ให้แบบไม่เกรงใจจีนเลย

แต่การที่ท่านนายกฯ อนุทินหลงใหลไปกับกระแสชาตินิยมเอาเรื่องความขัดแย้งกับกัมพูชาไปผูกกับภาษีทรัมป์ทำนองว่าถ้าขายของให้สหรัฐไม่ได้ก็ต้องไปหาขายให้คนอื่น เป็นการยั่วยุทรัมป์แบบไม่จำเป็น และไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะไม่เกรงใจสหรัฐได้ ณ เวลานี้ จะข้าวห้าแสนตันที่จีนจะซื้อ หรืออัญมณีที่จะส่งขายรัสเซีย (ซึ่งปัจจุบันก็ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามยูเครนมาหลายปีแล้ว) ทั้งหมดทั้งมวลต่อให้เอามารวมกันแล้วคูณสามก็ยังเทียบไม่ได้กับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะหายไปจากการที่เราไม่ได้ค้าขายกับอเมริกา ยังไม่ต้องพูดถึงว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะมาอีกเท่าไหร่จากการที่จีนจะ dump สินค้าที่ส่งขายอเมริกาไม่ได้มาที่เราอีกมหาศาล

ดูสถานการณ์โลก ณ เวลานี้นะคะ ยุโรปก็ถอยจากจีนเอนเข้าหาสหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียก็เหมือนกัน แม้แต่อาเซียน แม้แต่กัมพูชาที่ฮุนเซนเคยบอกว่าพร้อมเป็นจังหวัดหนึ่งของจีน ณ วันนี้ก็ยังเอนเข้าหาทรัมป์ ข้าว 500,000 ตันเป็นของขวัญเชิงสัญลักษณ์ที่น่ารักน่าเอ็นดูค่ะ แต่ห่างไกลจากมูลค่าที่จะช่วยให้เราพ้นหายนะทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากภาษีทรัมป์มากมายเหลือคณานับ ถ้าเอาแบ๊งมาต่อกันแบบที่บาง influencers ชอบพูดก็คงจะพันรอบดวงจันทร์ได้สามรอบครึ่งอ่ะค่ะ

Leave a Reply

Trending

Discover more from Sit Beautiful

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading