ขออนุญาตอาจารย์เวียงรัฐฯ และประชาไท นำเรื่องนี้มาใช้เป็นสื่อการเรียน ในหัวข้อ “การจัดประเด็นวาระ ในกระบวนการนโยบาย”
แม้วิชาของเราไม่ใช่การเมืองไทย แต่การเมืองไทยก็มีบทเรียนให้แก่การเรียน การเจรจาระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อรองในสภาและในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งองค์ประกอบหลายอย่างในสนามต่อรองเชิงกลยุทธ์มีอะไรคล้ายกับวงประชุมเจรจาระหว่างประเทศแบบพหุภาคี
หนึ่งในนั้นก็คือ การต่อรองในคณะกรรมาธิการเพื่อจัดปรับถ้อยคำลงในข้อตกลง หรือเปลี่ยนคำเดิมที่วางกรอบมา เพื่อหาทางขยายที่ตีความโดยแคบนั้น ให้มีขอบเขตกระทำการที่กว้างขึ้นได้ โดยไม่กระทบต่อเงื่อนไขหลักการที่ถูกกำหนดมา อันเป็นเหตุให้จะถูกตีตกในที่ประชุมใหญ่
กลยุทธ์การต่อรองความหมายในตัวบท อันนิสิตการเจรจาควรเรียนรู้จากเรื่องนี้สำคัญอยู่ แต่เรื่องสำคัญนอกจากนั้น ยังมีอีก
ถ้าอยากทราบ ตามมาครับ
I.
เราเริ่มด้วยการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงนี้ก่อน ขอคัดมาจากบทสัมภาษณ์นะครับ
ในบทสัมภาษณ์อาจารย์เวียงรัฐฯ ในประชาไท ให้ข้อมูลเราว่า
ร่างกฎหมายที่ผ่านสภาวาระ 1 ระบุไว้ว่า ‘พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว หรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม’
แต่ในการประชุมครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข หนึ่งใน กมธ.วิสามัญ ได้เสนอ >ปรับถ้อยคำ< ในมาตรา 3 จากคำว่า
‘มิให้ใช้บังคับ’ เป็น ‘มิให้มีผลนิรโทษกรรม’
ในเอกสารสรุปผลการประชุม ที่ประชุมจึงมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 3 เป็น
‘พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรม แก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297
หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม’
คำว่า ‘มิให้ใช้บังคับ’ ในร่างเดิม เวียงรัฐอธิบายว่าเท่ากับไม่ให้ใช้กฎหมายนี้พูดถึงคดี 112 เลย 
แต่ชูวัสเสนอให้เปลี่ยนเป็น ‘มิให้มีผลนิรโทษกรรม’
ภายหลังชัยธวัช ตุลาธน หนึ่งใน กมธ.วิสามัญ ก็ได้เสนอถ้อยคำที่คล้ายคลึงกันว่า
‘มิให้นิรโทษกรรม’
นี่หมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ยังปรับ ‘ใช้บังคับ’ กับคดี 112 ได้ แม้กำหนดไม่ให้มีการนิรโทษกรรม แต่สามารถใช้กลไกอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการตามกฎหมายฉบับนี้มีอำนาจและเห็นสมควร
ยึดตามข้อเท็จจริงข้างต้น ส่วนที่ควรสนใจในบทเรียนของเรา คือ กลยุทธ์การต่อรองถ้อยคำกับ คำเดิม ที่วางกรอบไว้โดยที่ประชุมใหญ่ คือ สภา ได้แก่คำว่า ‘มิให้ใช้บังคับ‘
คนเสนอปรับ เสนอคำว่า ‘มิให้นิรโทษกรรม‘ แทนเข้ามา
ขอให้นิสิตทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี ว่า คำใหม่ กับ คำเดิม ต่างกันอย่างไร คำไหนจำกัดกว่าคำไหน การแทนคำใหม่ เป็นการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ เพื่อความมุ่งหมายอะไร ทำไม ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข รวมทั้ง ชัยธวัช ตุลาธน สมาชิกในคณะกรรมาธิการวิสามัญจึงเสนอการปรับคำเช่นนั้น
ทำความเข้าใจดีแล้ว เรามาพิจารณาความหมายและความสำคัญของกลยุทธ์นี้ ในการจัดประเด็นวาระกันต่อในตอนที่ II กันครับ
II.
กรอบที่ 1: “การกันออกไปโดยสิ้นเชิง” (Exclusion)
• คำสำคัญ: “มิให้ใช้บังคับ” (Shall not apply)
• ความหมาย: ร่างกฎหมายนี้ (และกลไกทั้งหมดในนั้น เช่น คณะกรรมาธิการวิสามัญ) จะทำตัวเหมือน “อากาศธาตุ” ต่อคดี 112 คือคำ ๆ นี้ ได้ทำให้ คดี 112 อยู่นอกเขตอำนาจ (Jurisdiction) ของกฎหมายนี้โดยสมบูรณ์
• ผลลัพธ์: คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้น ไม่มีวาระ หรือ อำนาจ ใดๆ ที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับคดี 112 ได้เลย 100% (ปิดประตูตาย)
กรอบที่ 2: “การหาทางดึงคดี 112 เข้ามาในเขตอำนาจ แต่จำกัดผลลัพธ์” (Inclusion with Limitation)
• คำสำคัญ: “มิให้ มีผลนิรโทษกรรม” (Shall not have the effect of amnesty)
• ความหมาย: ร่างกฎหมายนี้ (และกลไกคณะกรรมาธิการ) “ใช้บังคับ” และ “มีเขตอำนาจ” เกี่ยวกับคดี 112 ได้ยกเว้นแต่เรื่อง นิรโทษกรรม
• การกำหนดวาระที่แท้จริง : การเปลี่ยนคำนี้ คือการ “ยัดวาระ” คดี 112 เข้าไปอยู่ในมือของคณะกรรมาธิการวิสามัญได้สำเร็จ
• ผลลัพธ์: แม้คณะกรรมาธิการจะถูก “ล็อก” ไม่ให้ใช้ “ผลลัพธ์ A” (คือนิรโทษกรรม) แต่คณะกรรมาธิการยังมีอำนาจเต็มที่ในการใช้ “กลไกอื่นๆ” (เช่น ผลลัพธ์ B, C, D) กับคดี 112 ตามที่เห็นสมควร (ดังที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์)
“ม้าโทรจัน” ทางนโยบาย (A Policy “Trojan Horse”)
นี่คือกลยุทธ์ “ม้าโทรจัน” ที่แยบยลมาก :
1. “ม้าไม้” (The Trojan Horse): คือถ้อยคำว่า “เราจะไม่นิรโทษกรรม 112” ซึ่งเป็น “บท” ที่ใช้สื่อสารกับสาธารณะ (Voters) เพื่อลดแรงต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย (เป็นการใช้ Logos ที่ฟังดูสมเหตุสมผล และลด Pathos ของฝ่ายตรงข้าม)
2. “ทหารข้างใน” (The Soldiers Inside): คือ “เขตอำนาจ” ที่ซ่อนอยู่ในกลยุทธ์การเปลี่ยนถ้อยคำ อันมีผลทำให้กรรมาธิการวิสามัญสามารถ “ดูแล” และหาทางแก้ไขปัญหาให้กับคนที่ต้องคดี 112 ได้ ทำให้ “คณะกรรมาธิการ” (ซึ่งเป็นทหารที่ซ่อนมา) สามารถออกมาปฏิบัติการใช้ “กลไกอื่นๆ” ได้
III
อย่างไรก็ดี การเมืองในขั้นตอนกำหนดประเด็นวาระ มิได้จบเพียงแค่นี้ การขยายขอบเขตที่ทำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถเข้าไป “ดูแล” คดี 112 จากที่เคยทำไม่ได้ ให้สามารถทำได้ด้วยกลยุทธ์การเปลี่ยนถ้อยคำ ยังมีผลตามมาอีก
และเป็นผลที่คนเรียนการเจรจาต่อรองควรสังเกตไว้
นั่น คือ การเปิด strategic space ให้แก่การช่วงชิงความหมาย ระหว่างพรรคการเมือง ว่า ใครช่วย หรือใครที่ไม่ยอมช่วย คนต้องคดี 112 เช่น หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชน
การหาทางช่วงชิงความหมายนี้ สังเกตได้จาก มีพรรคและ สส ที่เสนอการนิรโทษกรรมเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่ง ทุกคนที่อยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญทราบโดยเงื่อนไขแต่แรกแล้วว่า เรื่องนี้ไม่ได้ ตั้งแต่แรก คือแม้แต่จะเข้าไป “ดูแล” คดี 112 ก็ยังทำไม่ได้เลย เพราะฤทธิ์ของคำว่า “shall not apply” ตีกรอบจำกัดไว้ ที่หากลยุทธ์จนเปลี่ยนถ้อยคำใหม่มาแทน ให้คนฟังไม่ละเอียด ดูเหมือนหนักข้อขึ้น แต่ความจริงคือเปิดทางให้คณะกรรมาธิการหาวิธีทำอะไรเอื้อกับคนที่ต้องคดี 112 ได้มากขึ้น ในขอบเขตที่พอทำได้ก็เพราะเหตุนี้
คำถามคือในเมื่อรู้เห็นและเข้าใจมาด้วยกันอย่างนี้ ก็น่าจะรู้เพดาน แต่การเมืองในการช่วงชิงความหมายก็ยังเกิดขึ้นมา
ผลของการมีคนเสนอเรื่องนิรโทษกรรมเยาวชนในคดี 112 นี้เข้ามา ทั้งที่รู้ข้อจำกัดตรงนี้ดี จึงเคลมผลงาน (ที่ไม่สำเร็จ) ได้ และพาให้สมาชิกในคณะกรรมาธิการถูกโจมตีในเชิงศีลธรรม เช่นว่า “โหดเหี้ยม” ทำไมไม่ช่วยเด็กๆ
นี่อาจเรียกได้ว่าเป็น “การต่อสู้กัน” ในการกำหนดวาระ ระหว่างพรรคการเมืองในยกที่สอง ที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากกลยุทธ์ “ม้าโทรจัน” (Trojan Horse) ทำงานสำเร็จ
นำเรามาพิจารณาบทเรียนนี้ในตอนที่ 4
IV.
ถ้า “ม้าโทรจัน” ในตอนแรกคือเกมที่ใช้ Logos (ตรรกะทางกฎหมาย) เพื่อซ่อน “อำนาจ” (ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการ) เข้ามา การเสนอให้นิรโทษกรรมเยาวชน คือการใช้ กลยุทธ์ Pathos (อารมณ์ความรู้สึก) เพื่อ “ชิงพื้นที่ทางศีลธรรม” (Seizing the Moral High Ground) โดยตรง
การวาง “กับดักทางศีลธรรม” (A Moral Trap)
เป็นกลยุทธ์ที่แยบยล ที่แม้แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมอันชำนาญเรื่องศีลธรรมก็ยังต้องทึ่ง เพราะมันทำงานโดยการใช้อาวุธ คือ ความคาดหวังของสังคม (Weaponizing Public Expectation) ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาหมาดๆ
1. สร้างสนามรบใหม่ (Shifting the Battlefield):
• สนามรบเดิม (ของ กมธ.): “เราจะจัดการคดี 112 อย่างไร โดยไม่นิรโทษกรรม?” (เป็นคำถามเชิง Logos/Process)
• สนามกลยุทธ์ใหม่ในการช่วงชิงความหมาย : “คุณจะ ‘ช่วยเด็ก’ หรือ ‘ไม่ช่วยเด็ก’?” (เป็นคำถามเชิง Pathos/Moral)
2. ต้อน กมธ. ให้จนมุม (The “No-Win Scenario”):
การเสนอเรื่องนี้ได้สร้าง “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” (Dilemma) ให้กับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในการพิจารณาทันที :
• ถ้า “ไม่รับ” ข้อเสนอ (ซึ่งต้องไม่รับอยู่แล้ว)
ผลลัพธ์: ถูกโจมตีว่า “โหดเหี้ยม”, “ใจดำ”, “ไม่ปกป้องเยาวชน”
(แพ้ในเกม Pathos)
• ใครก็ตามในฝ่ายผู้เสนอ: “เคลมผลงาน” ได้ทันทีว่า “ผมพยายามเต็มที่แล้ว แต่ พวกเขาไม่เอา”
(ชนะในเกม Pathos)
• ถ้า “รับ” ข้อเสนอ (ซึ่งทำไม่ได้):
• ผลลัพธ์: ก็จะ “ขัดหลักการ” ของกรอบที่วางไว้แต่แรก (มาตรา 3) ทำลายความน่าเชื่อถือ (Ethos) และตรรกะ (Logos) ของกฎหมายทั้งฉบับ
กลยุทธ์แบบนี้ ที่ทำให้คนอยู่ในสนามการเมือง ต้องเข้าใจกลยุทธ์การเจรจาต่อรอง ควบคู่ไปกับ การช่วงชิงความหมายผ่านการจัดการ narrative ซึ่งก็ต้องการกลยุทธ์เช่นกัน
ขอบคุณ วงการของนักเล่นกลยุทธ์ ที่ให้โอกาสคนสอนจัดบทเรียนให้นิสิตติดตามวิธีเล่นในกระบวนการนโยบาย
ส่วน irony ในเรื่องนี้คืออะไร มอบให้ท่านพิจารณา
ที่มา คุยกับเวียงรัฐ เนติโพธิ์ ปมไม่โหวต ‘นิรโทษฯ เยาวชน’ หลายมุมบนทางคดเคี้ยวนิรโทษกรรม






Leave a Reply