“พี่ครับ ในสลิปผมโดนหักเงินสมทบประกันสังคม 5% เงิน 750 บาท ผมกินข้าวได้ทั้งอาทิตย์เลยนะพี่”
คำถามประจำออฟฟิศที่ผมได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานในสาย HR จนถึงวันนี้ ทั้งพนักงานเก่า พนักงานใหม่ ล้วนสงสัยว่าเงินที่ถูกหักไปทุกเดือนนั้นไปอยู่ที่ไหนกันแน่
ผมก็ต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ชวนมานั่ง Sit Beautiful เลี้ยง กาแฟ Beans อธิบายให้เขามองอีกมุมหนึ่งเสมอ
“พี่เข้าใจนะครับ แต่ก่อนพี่ก็เคยคิดเหมือนกันว่าทำไมต้องหัก แต่พอเข้าใจแล้วก็รู้ว่าเงิน 5% ไม่ได้หายไปไหน ของเราคือ 5% จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท นี่คือ “เงินออมฉุกเฉิน” ที่เราทุกคนมีส่วนร่วม ลองคิดง่าย ๆ เราช่วยกันใส่เงินกองกลาง “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” วันนี้เรายังแข็งแรง มีงานทำ สุขภาพกายใจสมบูรณ์ เงินของเราช่วยดูแลคนที่กำลังเจ็บป่วย พิการ ตกงาน หรือเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็ง และวันนึงถ้าเราต้องเผชิญเรื่องไม่คาดคิด หรือเกษียณอายุ เราเป็นคนนั้นที่ต้องการความช่วยเหลือ ระบบนี้ก็จะกลับมาดูแลเราในแบบเดียวกัน”
“การหักเงินสมทบเราอาจทำให้ค่าข้าวหายไป 1 อาทิตย์ในตอนนี้ แต่ถ้าวันไหนเกิดเหตุไม่คาดคิด เงินก้อนเล็ก ๆ ที่เราร่วมสมทบไว้นี้แหละมันจะช่วยให้เรายังมีข้าวกินได้อีกหลายเดือน”
จากคำถามประจำคอลัมน์สารพันปัญหาออฟฟิศจากโต๊ะทำงาน ผมเลยอยากปูพื้นให้ทุกคนเข้าใจตรงกันก่อนว่า แท้จริงแล้ว “เงินสมทบ 5%” ที่เราจ่ายทุกเดือนนั้นมีรากฐานมาจากระบบประกันสังคมที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ และประเทศไทยเองก็ไม่ได้ยืนโดดเดี่ยวในระบบนี้ เรานำแนวคิด ตัวอย่างที่สัมฤทธิ์ผลมาปรับใช้
ระบบประกันสังคมเริ่มต้นในประเทศเยอรมนีเมื่อปี ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426 สมัยรัชกาลที่ 5) เมื่อระบบนี้ได้ผลดี ประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ และกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล ออสเตรเลีย และหลายประเทศในแอฟริกา ต่างก็เริ่มนำไปใช้
ญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกในเอเชียที่นำระบบประกันสังคมนี้มาปรับใช้ในปี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524) และประเทศอื่น ในทวีปเอเชียก็นำมาปรับใช้กันอย่างแพร่หลาย (อาจจะช้าหน่อยเพราะความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก) และในปี ค.ศ. 1988 (พ.ศ. 2531) มีประเทศต่างๆ จำนวนกว่า 142 ประเทศ มีระบบประกันสังคมในหลากรูปแบบ
สำหรับประเทศไทยเองแนวคิดในการจัดระบบประกันสังคมเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1952 (พ.ศ. 2495) ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีวิสัยทัศน์ต้องการให้ประชาชนมีหลักประกันทางสังคมและใช้ชีวิตอย่างมั่นคงจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการที่มีชื่อว่า “คณะกรรมการสังคมสงเคราะห์” ขึ้นเพื่อยกร่างกฎหมายประกันสังคม และร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2497 ก็ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
แต่สุดท้าย ไม่ได้ถูกประกาศใช้จริง เพราะต้องรอพระราชกฤษฎีกา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยนั้น
(ขออกนอนกเรื่องสักนิด จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนักบริหารที่ผมชื่นชอบเป็นการส่วนตัว โดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนาสังคมที่ก้าวหน้ากว่ายุคสมัยของเขาอยู่มาก)
แม้แนวนโยบายจะตั้งใจดี แต่อุปสรรคใหญ่คือ “ความไม่เข้าใจของประชาชนและสื่อมวลชน” (คุ้น ๆ ไหมครับ 71 ปีผ่านไป อะไร ๆ ก็ยังคงคล้าย ๆ เดิม) เพราะในยุคนั้น ระบบประกันสังคมถือเป็นของใหม่มาก หลายคนไม่เชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์จริง ส่วนนายจ้างก็ไม่อยากเพิ่มต้นทุน เพราะต้องสมทบเงินอีกฝั่งหนึ่ง บริษัทประกันภัยเองก็มองว่าอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของตัวเอง สุดท้ายเสียงคัดค้านทั้งจากประชาชน สื่อมวลชน และภาคธุรกิจ ทำให้รัฐบาลต้องพับโครงการ และสั่ง “ระงับการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่มีกำหนด” หน่วยงานที่ตั้งขึ้นก็ถูกยุบ เหลือเพียงฝ่ายงานวิชาการไว้ทำข้อมูลต่อ
หลังจากนั้นแนวคิดเรื่อง “หลักประกันทางสังคม” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นระยะ จนในที่สุดปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 อย่างเป็นทางการในสมัยรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของระบบประกันสังคมไทย
ต่อมาในปี ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) สมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร มีการขยายสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมกรณีว่างงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตนที่อยู่ระหว่างหางานใหม่
และล่าสุดในปี ค.ศ. 2023 (พ.ศ. 2566) ภายใต้รัฐบาลคุณเศรษฐา ทวีสิน ได้ผลักดันแผนปรับฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณเงินสมทบจาก 15,000 บาท ซึ่งค้างมานานกว่า 25 ปี โดยแผนนี้จะเริ่มมีผลในปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี พร้อมการพิจารณาปรับสูตรคำนวณบำนาญใหม่ (CARE) เพื่อให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบัน

จากคำถามของพนักงาน
“ทุกเดือนโดนหักเงินสมทบประกันสังคม 5% แล้วเงินพวกนั้นไปอยู่ที่ไหนกันแน่?”
คำตอบคือ เงินของคุณ ไม่ได้หายไปไหนเลยครับ แต่ถูกรวมเข้าไว้ใน “กองทุนประกันสังคม” ที่มีการจัดสรรอย่างเป็นระบบ เพื่อคุ้มครองคนทำงานในวันที่ต้องการความมั่นคงทางชีวิต
ระบบประกันสังคมของไทยเป็นระบบที่แบ่งภาระกันระหว่าง
ลูกจ้าง – นายจ้าง – รัฐบาล โดยค่าจ้างที่นำมาคำนวณจะต้องไม่ต่ำกว่า 1,650 บาท และไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
เงินถูกแบ่งเป็น 3 กองหลัก
1.รักษาพยาบาล 2.ชราภาพ, สงเคราะห์บุตร 3.ว่างงาน
- ลูกจ้างสมทบ 5% (เดือนละ 750 บาท)
- นายจ้างสมทบ 5% ( 750 บาท)
- รัฐบาลร่วมสมทบอีก 2.75% ( 412.50 บาท)
รวมเงินสมทบ 3 ฝ่าย = 12.75% หรือ = 1,912.50 บาท
การจัดสรรสำหรับการจ่ายสิทธิประโยชน์แต่ละกรณี
1. กรณีเจ็บป่วย เงินจำนวน 675 บาท หรือ 4.5% ครอบคลุมอะไรบ้าง
– ค่ารักษาพยาบาล
– ทันตกรรม
– เงินทดแทนการขาดรายได้ที่ต้องหยุดพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์
– ค่าคลอดบุตร รวมถึงค่าฝากครรภ์
– เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร
– เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ
– เงินจัดการศพ
– เงินสงเคราะห์กรณีตาย
กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับ
– เงินค่าทำศพ
– เงินสงเคราะห์กรณีตาย
– เงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตน)
2. เงิน 1,050 บาท หรือ 7%
– กรณีชราภาพ
– สงเคราะห์บุตร
3. เงิน 187.50 บาท หรือ 1.25%
– จ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน
ผู้ประกันตนที่ได้สิทธิประโยชน์ มีทั้งมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 สำหรับผู้ประกันตนอาชีพอิสระ อย่างไรก็ตามมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับกองทุน เช่น ความกังวลว่ากองทุนอาจล้มละลาย หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนสุขภาพทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สปสช. ประกันสังคม และข้าราชการ ซึ่งไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันได้ ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากกลไกการประสานงานระหว่างกองทุน แหล่งที่มาของงบประมาณ และช่วงเวลาที่เริ่มให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ทำให้วิธีการเบิกจ่ายไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงต้องให้ตัวแทนจากนักการเมือง ข้าราชการ และผู้ประกันตนทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างเข้าไปทำงานร่วมกัน และเราก็สามารถเลือกตัวแทนเหล่านี้ผ่านการเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ


“พี่ครับ ในสลิปผมโดนหักเงินสมทบประกันสังคม 5% เงิน 750 บาท ผมกินข้าวได้ทั้งอาทิตย์เลยนะพี่”
แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วครับว่าเงินสมทบไม่ได้หายไปในแดนสนธยา แต่มันกระจายอยู่ในระบบที่ออกแบบมาให้ “คืนกลับมา” ในวันที่ผมต้องการความมั่นคงมากที่สุด วันที่ผมเจ็บป่วย ภรรยาคลอดบุตร ผมตกงาน หรือเกษียณจากการทำงาน
ระบบประกันสังคมไม่ใช่แค่เรื่องของ “การหักเงิน” แต่คือ “การสร้างหลักประกัน” ให้ชีวิตคนทำงาน
มันกำลังทำงานอยู่ “ข้างหลังเรา” รอวันที่จะได้ออกมาช่วยในวันที่เราต้องการความมั่นคงในชีวิต
และในวันนั้นผมจะขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยมองข้ามตัวเลขเล็ก ๆ บนสลิปเงินเดือนนั้น
หักได้เลยครับ ผมเข้าใจแล้ว ตอนนี้ผมไม่ได้ใช้ แต่เอาไปหักลดหย่อนภาษีก่อนก็แล้วกัน
หมายเหตุ : เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม หักได้ตามจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงในปีภาษี ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม ไม่เกินคนละ 9,000 บาท
อ้างอิง
ประวัติความเป็นมาของการประกันสังคม https://saranukromthai.or.th/oldchild/1001
ระบบประกันสังคมของเยอรมนี บทที่ 21 การประกันสังคมระหว่างประเทศ https://germany.mol.go.th/news/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD-18
วิวัฒนาการของประกันสังคม https://share.google/zYPSdvu4ONshQ3goS
เพจประกันสังคม https://www.facebook.com/ssofanpage
“ร้อยเรื่องลดหย่อน ปีภาษี 2560” หมวดค่าลดหย่อนประกันสังคม https://www.rd.go.th/60061.html






Leave a Reply