การสร้างบทสนทนาในสังคมวินาทีนี้ เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนมาก บางทีถ้าติดตามใกล้ชิด อาจจะประสาทรับประทานได้ เพราะมีความ“ปั่น”แบบ superficial สูงมาก
กระแสที่น่าจับตามองตอนนี้ คือการสร้าง narrative ของชาตินิยม การสร้างกระแสโจมตีนักสิทธิมนุษยชนและคนทำงานการเมืองระหว่างประเทศที่ให้ข้อแนะนำที่ป้องกันไม่ให้ประเทศไทยจะพลาดท่าเสียทีในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ จนอาจต้องเสียดินแดนให้เขมรไปจริง ถูกนำเสนอในสื่อในวิธีที่สร้างกระแสให้เกิดการถูกดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นฝ่ายที่ไม่รักชาติ และให้ความชอบธรรมกับการปฏิบัติของเอกชนที่อาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบกัมพูชาว่าเป็นฝ่ายที่รักชาติ ใครที่ติดตามอ่านเรื่องนี้มาซักพักก็คงจะเริ่มงง ว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่สนับสนุนฝั่งฮุนเซนในการพยายามที่จะยึดดินแดนส่วนหนึ่งของไทย
ทางฝ่ายทหารและกระทรวงการต่างประเทศของไทยในรัฐบาลของภูมิใจไทย ก็ส่งสัญญาณเรื่องนี้ออกมาอย่างคลุมเครือ ทำให้กระแสการโจมตีหน่วยงานสากลที่ทำงานด้านสิทธิมนุษย์ชนระหว่างประเทศโดนโจมตีอย่างหนักว่าสนับสนุนฮุนเซน ทั้งๆที่การกระทำของเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองไทยนั้น เป็นการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และอาจนำไปสู่ความเสียเปรียบทางการเมืองระหว่างประเทศ คนที่เขาเข้าใจ คนที่เขาเรียนเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศมาเขาจึงออกมาเตือน แต่เมื่อการเตือนนั้นออกมาสร้างความผิดให้กับ influencers ที่ตนดูแล ฝ่ายการเมืองจึงใช้อำนาจสื่อในมือออกมาสร้างกระแสหักล้าง สร้างความชอบธรรมให้ influencer และสร้างความเกลียดชังให้กับคนที่ออกมาเตือนด้วยความหวังดี
ผมว่าประเทศไทยเรานี่ก็จะอยู่ยากขึ้น คนที่มีเจตนาดีอยู่ไม่ได้ คนที่มีอิทธิพลในสื่อควบคุมกระแสในสังคม ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ไหลไปตามกระแส ไม่ใช่เดินหน้าไปด้วยหลักการ
การใช้สื่อสร้างกระแสนั้น ใช้เงินจำนวนมหาศาล และแน่นอนว่าจะไม่มีใครใช้เงินหากการ“ใช้เงิน”นั้นไม่ได้นำไปสู่การ”ได้เงิน“ในภายหลัง ทุกอย่างมี leverage ของมัน มีคนสร้างกระแสโดยการปั่นอย่างหนักก็เพราะมีบางคนได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น อยากให้ทุกคนคิดทุกเรื่องอย่างลึกซึ้ง การปั่นให้โจมตีนักสิทธิมนุษย์ชนและนักกฎหมายระหว่างประเทศเกิดขึ้นก็เพื่อ”ปิดปาก“คนเหล่านั้นโดยใช้เหตุผลของการรักชาติ แต่เหตุของการรักชาตินั้นเป็นผลที่ทำให้กัมพูชาได้เปรียบและอาจทำให้ไทยต้องเสียดินแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราไปสร้างการรบกวนพลเรือนตามชายแดนไปจนถึงการสร้างกระแสให้ยกเลิก MOU จนบางทีถ้ามองไปจากอีกด้านหนึ่ง อาจจะมองได้ว่า คนที่สร้างกระแสเหล่านี้ ได้รับเงินสนับสนุนจากฮุนเซนด้วยซ้ำ เพราะปั่นกันอย่างหนักเพื่อให้ไทยเสียเปรียบจนถึงขั้นอาจเสียดินแดนในเวทีโลก
รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแทบจะเป็นพรรคเดียวที่รับผิดชอบการตัดสินใจทุกเรื่องในขณะนี้ กำลังเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศกับกัมพูชาในวิธีที่คลุมเครือที่สุด เหมือนจะหักแต่ไม่ยอมหัก เหมือนจะรักชาติแต่ก็ดูเกรงใจ มองจากมุมหนึ่งของคนที่สนใจเรื่องนี้ก็จะงงหน่อย ไม่แน่ใจว่าอยู่ข้างไทยหรือข้างเขมรกันแน่ เรื่องการปราบสแกมเมอร์ก็ดูเหมือนจะแตะเบาๆ พอฮุนเซนออกมาขู่ว่าจะเปิดโปงก็ยิ่งเงียบหนักเข้าไปอีก
การปิดด่านนั้นสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจตามแนวชายแดนของทั้งไทยและกัมพูชา กัมพูชาหนักกว่าเพราะคนไทยข้ามไปเล่นบ่อนไม่ได้ ฮุนเซนเสียรายได้ไปมหาศาลจึงต้องออกมาบังคับให้ไทยเปิดด่าน ผมเชื่อว่าถ้ามีการเคลียร์กันหลังบ้านแล้ว วันที่ 20 นี้ฮุนเซนก็จะไม่แฉ ก็จะเงียบๆลืมๆกันไป
รัฐบาลอนุทินเปิดด่านไม่ได้เพราะถ้าเปิดก็เท่ากับอยู่ใต้อาณัติของฮุนเซน ปิดต่อไปเศรษฐกิจชายแดนก็จะหนักไปเรื่อยๆซึ่งจะเริ่มกระทบกับฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยที่อยู่ในจังหวัดนั้นโดยตรง เป็นเกมที่ยากของภูมิใจไทยครับ ถ้าเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในช่วงก่อนหน้านี้ เล่นบทโหดได้เลย เพราะได้ประโยชน์สองต่อ ดูแล้วรัฐบาลภูมิใจไทยนั้นเดินต่อตรงนี้แทบจะไม่ได้ เป็นจุดวิกฤติอีกจุดหนึ่งที่น่าจับตามอง จนเกือบเป็นทางตันของรัฐบาลกันทีเดียว เรื่องจะเปิดหรือปิดด่านนี่
แต่ไม่มีนักข่าวไทยคนไหนเอาไมค์ไปจ่อปากรัฐมนตรีต่างประเทศหรือนายกรัฐมนตรีเรื่องนี้หรอกครับ เอาเวลาไปปั่นข่าวเรื่อง influencer หรือโจมตีนักสิทธิมนุษย์ชนได้ยอด engagement เยอะกว่า






Leave a Reply