From Taweesak Kerdpoka

เลิกเติม THC มาได้ 3 เดือนครึ่งแล้ว CEO โชคเคยบอกให้เขียนรีวีวสักหน่อย แต่ตอนนั้นเพิ่งผ่านมาได้แค่ 1 เดือนเศษ ยังไม่กล้าพูดมากเท่าไหร่ เพราะกลัวยูเทิร์น แล้วมันจะเขินๆ ตอนนี้รู้สึกว่า ไม่เลี้ยวแล้ว ได้กลิ่น เห็นคนสูบ เจอปัญหาต่างๆ ก็ไม่ได้คิดถึงมันแล้ว

เริ่มต้นกันอย่างนี้ กัญชา ในมุมมองและความรู้สึกผมคือสมุนไพรที่ต้องคุมควบ เพราะมันมีโอกาสสูงที่ผู้ใช้จะเสพติดจนถึงขั้นพึ่งพา แต่ก็ไม่ควรที่จะผลักให้มันกลับไปเป็นยาเสพติด มีโทษร้ายแรงอีกครั้ง

สมุนไพรอันนี้มีคุณประโยชน์หลากหลาย อยู่ที่วิธีใช้ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เยอะ ถ้าสนับสนุนและจัดการดีๆ

แต่เรื่องนี้ยังไม่ใช่วาระที่อยากพูดถึงในเวลานี้

จุดเริ่มต้น

สิ่งที่อยากบอกเล่าและบันทึกเอาไว้ คือคำตอบ ที่เพื่อนๆ หลายคนสงสัย เลิกทำไม เพราะอะไร และเลิกได้ยังไง แต่ละช่วงที่เลิกเจอกับอะไรบ้าง

ผมรู้จักกัญชาครั้งแรกในยุคอัดแท่ง สมัยเรียนมหาลัยพี่เพื่อนน้อง ได้แนะนำให้รู้จัก แต่นั่นก็ยังอยู่ในขั้นนานๆ ที เคยพันลำไปสูบใต้ตึกคณะหลังเลิกเรียนคลาสบ่าย 2-3 ครั้ง กลิ่นลั่นพอสมควร ช่วงนั้นของดีๆ หายาก เลยไม่เมาเท่าไหร่ สูบเอาฟีลขบถ เสร็จแล้วก็เดินกลับหอในชิลๆ

เริ่มมาสนิทสนมกัญจริงๆ ก็ช่วงทำงานเป็นนักข่าว เมื่อปลายปี 57 หลังรัฐประหาร เจอเพื่อนใหม่ๆ เยอะขึ้นหลายคนก็สายเติมกันทั้งนั้น จากไปแจมขำกับเพื่อน เริ่มพัฒนาถึงขั้นมีอุปกรณ์ มีด เขียง บ้อง พร้อมอยู่ในห้อง

จากใช้เพื่อเอ็นจอย เริ่มใช้เพื่อให้หลับสบายซึ่งมันก็สบายจริง จนพัฒนามาถึงขั้นใช้เพื่อหนีปัญหา

จาก 57-58 ถึง 68 ชีวิตนี้เรียกได้ว่า หยุดสูบกัญชาแบบนานๆ ได้ 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งที่ชีวิตเจอปัญหาที่ยากเกินจะแก้ ก็จะวนกลับมาหามันอีก

แต่รอบล่าสุดที่ตัดสินใจเลิก เพราะรู้สึกว่า ชีวิตวนลูปเกินไป วนๆ เวียนๆ อยู่แบบนี้บ่อยเกินไป

จุดที่บอกลา

ตั้งแต่ ต.ค. ปีก่อนจุดหักเหของชีวิต รู้สึกเหนื่อยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เจอ หนักเกินกว่าจะรับมือได้ เลยเลือกปล่อยจอย มาจับบ้องแทน

ชีวิตที่วุ่นวาย สงบนิ่ง เหมือนเรากำลังดำน้ำอยู่ ปัญหาที่ไม่ถูกแก้ก็ปล่อยมันไป หนีๆ ไปก่อน เดี๋ยวมันคงดีเอง

จากวนกลับไปอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ปลายๆ ธ.ค. เริ่มรู้สึกว่า ช่วงนี้เราเจอกันบ่อย เจอกันแทบทุกวัน แต่ไม่เป็นไร เพราะมันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตที่แย่อยู่แล้ว แย่ไปได้มากกว่านี้อีก

เจอกระทั่งเข้าเดือนมิ.ย. เจอกับปัญหาอีกครั้ง รอบนี้ลากยาวแบบออลเดย์ ออลไนท์ 24×7 ตลอดเดือน ไปงานต่างจังหวัดต้องเลือก รร. ในเมือง ไม่ไกลจากร้านเนื้อมาก จะได้นอนหลับได้

ย้ายออกมาอยู่กับเพื่อนที่บ้าน เติมจนเพื่อนงง ว่าเดี๋ยวนี้แข็งขนาดนี้แล้วเหรอ หนักถึงขั้น เข้านอนตอน 5 ทุ่ม ตีหนึ่งครึ่งลุกมาเติม นอนต่อ ตีสามครึ่งตื่นอีกก็ลุกมาเติมต่อ ตื่นอีกที 8 โมง สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่กินข้าวแต่คือเติม

การงานเฉื่อยช้าไปหมด สมองตัน คิดอะไรไม่ออก งานที่ควรจะทำเสร็จใน 30 นาที ใช้เวลา 1 วัน หรืออาจจะนานกว่านั้น

มีช่วงหนึ่งลางานไปเชียงใหม่ ก็เต็มระบบตลอดทริปขากลับเครื่องดีเลย์ 1 ชั่วโมง ระยะเวลาที่ THC หมดมันก็เร็วขึ้นไปอีกเนื่องจากความดื้อสาร เครื่องบินลอยอยู่กลางฟ้า รู้สึกมีอาการอยากขั้นสุดแต่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รู้สึกว่า ทรมานเหลือเกิน

หลังจากทริปนั้น กลับมาปวดขา เดินไม่ได้ไปอีกสัปดาห์ ลางานอีก แล้วก็เติมอีกเหมือนเดิม 1 วีคผ่านไปเร็ว จนกระทั่งรู้สึกตัวว่า นี่เรากำลังพึ่งพามันแล้ว

คุยกับแชทจีพีที ถามวิธีหยุด คุยกับเพื่อนบอกเจตนาว่าจะพอแล้ว สุดท้ายค่อยๆ ลดปริมาณลงเรื่อยๆ

จุดสำคัญที่ตัดสินใจหักดิบคือ คำพูดและน้ำเสียงของ ชูวัส หลังจัดรายการจบ ออกมาสูบบุหรี่ ชูวัสเดินมาหาบอก ประโยคสั้นๆ “เบาๆ ลงบ้างเถอะ ถือว่ากูขอ”

เย็นวันนั้นกลับเข้าบ้านเพื่อน ใส่ไปแน่นๆ อีกสองที แล้วออกมาเลย บอกกับตัวเองว่า “พอแล้วดีกว่า“

ดินแดนที่ไม่เคยได้สัมผัส

หลังจากตัดสินใจหักดิบ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญและวัดใจมากๆ สำหรับคนที่พึ่งพากัญชาขนาดหนัก ที่เลือกเดินมาอยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่มี THC เข้าสู่ร่างกายเลย

บอกได้คำเดียวว่านั่นคือสภาวะ ยิ่งกว่านรก นอนไม่หลับ ฝันชัด เหมือนตื่นตลอดเวลา เรื่องราวเครียดๆ ที่เคยถูก THC กดไว้ พรั่งพรูไม่รู้จบตลอดคืน บางทีแยกไม่ออกว่ามันฝันหรือว่าเรื่องจริง สะดุ้งตื่น เปิดแอร์หนาวๆ เหงื่อไหลเต็มตัว อาการลักษณะนี้ อยู่ยาวมาตลอดเจ็ดวัน

ข้าวปลาไม่ต้องพูดถึง จะกินข้าวซักช้อนนึงก็เคี้ยวอยู่นั่นแหละ กว่าจะกลืนลงคอได้ลำบากลำบน

แต่ก็พอผ่านจุดนี้ไปได้ซักอาทิตย์นึง เริ่มรับรู้ถึงรสชาติของอาหาร ร้านที่ไปกินแล้วรู้สึกว่าอร่อยจนน้ำตาไหล คือ ร้านเยี่ยมใต้ แต่กลับมาต้องกินกาวิสคอน เพราะกระเพาะบาง แล้วอาหารมันเผ็ดเกิน

ในช่วงเดือนแรก แม้จะเริ่มกินได้ แต่จิตใจยังไม่ปกติ สู้รบกับตัวเองหนักหนาสาหัส รัก หลง เกลียด โกรธ แค้น ค่อยๆ โผล่มาท้าทายระบบคิดทุกวัน

โชคดียังมีกำลังใจเล็กๆ จากคำพูดง่ายๆ ของคน 3-4 คนช่วยประคอง

”มนุษย์เราล้วนแต่ทำเรื่องเหี้ยๆ กันมาทั้งนั้นก่อนจะมารู้จักตัวเอง“

”ทำได้ ถ้ามึงจะทำ“

”สิ่งที่มึงพูดมาแล้วบอกไม่มั่นใจ คือสิ่งที่มึงทำมาหมดแล้ว“

เข้าเดือนที่สองเริ่มไม่อยากแล้ว แต่ยังคิดวนๆ ซ้ำเรื่องเก่าๆ มีอารมณ์รุนแรงเป็นบางครั้ง แต่ก็รู้สึกตัวและรู้สึกผิดกับมันมาก การออกกำลังกายช่วยลดทอนสิ่งเหล่านี้ได้อยู่บ้าง

จนเมื่อชีวิตเริ่มเจอปัญหาที่แก้ไม่ตกอีกครั้ง รอบนี้ไม่เลือกหนีแล้ว แต่เลือกสู้ และรู้แล้วว่าต้องจัดการกับมันยังไง

และเมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนที่สาม รู้สึกดีมากๆ สมองดีขึ้น รู้สึกว่า คิดเร็ว หยิบความจำเก่าไปมาใช้ได้อัตโนมัติ พูดเร็วขึ้น ไม่ลืมว่าจะพูดอะไร

สุดท้ายถึงจุดนี้ไม่ได้จะตัดสินอะไรใคร แค่อยากบันทึกไว้เตือนตัวเองว่า “พอแล้ว ชีวิตนี้ใช้คุ้มแล้วกับยา”

ส่วนคนที่ไปต่อก็เอ็นจอยไลฟ์ครับ แต่ถ้าชีวิตมีปัญหาหนักๆ อยากให้ลองวางมันลงก่อน แล้วหาคุยกับมนุษย์ดีที่สุด เข้มแข็งแล้วค่อยกลับไปเอ็นจอยใหม่ก็ไม่สาย

Leave a Reply

Trending

Discover more from Sit Beautiful

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading