สถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา มันควรจะจบลงหลังจากแพทองธารหลุดจากอำนาจไปแล้ว
ถ้าจะว่ากันตามที่นักวิเคราะห์ข่าวพูดกันในสื่ออย่างหนาหูก่อนหน้า ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่าง “สองตระกูล” ความขัดแย้งก็น่าจะปิดฉากได้เสียที
แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับ “คนกับคน” หรือ “ตระกูลกับตระกูล” แต่มันฝังอยู่ในโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น ทั้งเส้นเขตแดนที่ตีความแตกต่างกัน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจชายแดน และแรงกดดันจากกลุ่มอำนาจและหน่วยความมั่นคงภายในของทั้งสองประเทศ แต่สื่อเลือกที่จะไม่พูดถึงเพราะความคับแคบของความรู้ หรือพูดไปแล้วมันไม่ได้เอนเกจ
ท้ายที่สุด คนที่ถูกโยนให้รับผิดแทนทุกอย่าง กลับกลายเป็นแพทองธารและตระกูลชินวัตร ที่ถูกปั่นกระแสความเกลียดชังให้กลายเป็นแพะรับบาปของสังคมไทย ทั้งที่หลายปัจจัยยังอยู่เหนือการควบคุมของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ
กระแสความเกลียดชังที่เกิดขึ้นไม่ได้ผุดขึ้นเอง แต่มักถูก “จัดฉาก” ให้ขยายตัวผ่านสื่อและเครือข่ายโซเชียลที่มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน การโยนความผิดให้ตระกูลชินวัตรจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเบี่ยงความสนใจของสังคมออกจากต้นตอจริงของปัญหา
และง่ายที่สุดในการหาคะแนนความนิยมทางการเมืองสำหรับคนพูด
ในที่สุด ความเกลียดชังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายฝ่ายหนึ่ง จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทำลายสังคมโดยรวม เพราะมันทำให้คนไทยส่วนใหญ่หันไปมองปัญหาด้วยอารมณ์ มากกว่าจะตั้งคำถามจริง ๆ ว่า อะไรคือกลไกที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแย่ลง และเราจะหลุดจากเกมอำนาจภายในของทั้งสองประเทศได้อย่างไร
ตราบใดที่เรายังปล่อยให้การตีความข่าว การสร้างกระแส หรือการปลุกอารมณ์ชาตินิยม ถูกใช้เพื่อสร้างผลประโยชน์ทางการเมืองของใครบางคน ความขัดแย้งระหว่างประเทศก็จะไม่มีวันจบ เพราะสิ่งที่เรากำลังต่อสู้อยู่จริง ๆ ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือ “วาทกรรมความเกลียดชัง” ที่เราสร้างขึ้นมาต่างหาก
ลองนึกย้อนดูให้ดี
ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลแพทองธารพยายามเจรจาเพื่อให้สถานการณ์ชายแดนกลับมาสงบ ชาวบ้านสองฝั่งได้กลับไปใช้ชีวิตและค้าขายกันตามปกติ ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรเลยจากสิ่งที่เรากำลังเรียกร้องอยู่ตอนนี้
สิ่งที่ต่างออกไป มีเพียงอย่างเดียว
คือ การกระทำนั้นมาจาก “รัฐบาลที่ถูกสื่อสร้างให้น่ารังเกลียด” จึงถูกตีความไปอีกแบบ






Leave a Reply