“นักการเมืองวัฒนธรรม” นี่นะครับ ถ้าใครอยากไปจี้จุด เหมือนการจี้จุดนักการเมืองทั่วไป ที่โดนแบบนี้กันเป็นปกติ เช่น ลุงป้อมเจอเรื่องนาฬิกาอะไรแบบนี้ แต่กับนักการเมืองวัฒนธรรม เราต้องจี้จุดไปที่ วาทกรรม ของเขา ที่วิธีเล่าเรื่องที่เขาใช้
นักการเมืองวัฒนธรรมบางคน ใช้โหมด โรมานซ์ กับการเล่าถึงจอมพล ป. แต่พอมาถึงหลวงวิจิตร อ้าว กลับจัดเรื่องราวกล่าวถึงคุณหลวงวิจิตรในโหมดแบบ irony หรือ low mimetic เสียนี่ หรือตัดหลวงวิจิตร และอีกหลายหลวงที่เป็นฝ่ายท่านจอมพลออกไปเลย ทั้ง ๆ ที่รัฐบุรุษ ๒ คนนี้เขาเป็นคู่บุญกันมา หาฤกษ์ประกาศสงครามมาด้วยกัน และติดคุกมาด้วยกันในคดีสงครามโลก
พอเห็นแบบนี้ เราก็จะเห็นความลักลั่น แต่ไม่ใช่ความลักลั่นของจอมพล ป กับหลวงวิจิตรนะครับ ความคิดของรัฐบุรุษ ๒ คนนี้กลมกลืนกันดี ทำงานด้วยกันเข้ากันดียิ่งกว่าท่านจอมพลกับอาจารย์ปรีดีเสียอีก ความลักลั่นจึงอยู่ที่เกณฑ์การมอง และความคิดความชอบอันไม่คงเส้นคงวาของนักการเมืองวัฒนธรรมคนนั้น และที่เป็นอย่างนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะความเป็นนักการเมืองวัฒนธรรมของเขานั่นเอง ที่มากลบความเป็นนักประวัติศาสตร์หรือนักวิชาการอย่างที่เรามองเขา แล้วเห็นเขาว่าเป็นนักวิพากษ์ หรืออยู่สายวิพากษ์ พอเป็นแบบนั้น เราเลยไม่ทันมองส่วนอันควรวิพากษ์ ในการจัดความหมายอันลักลั่นของเขา ที่เลื่อนไหล ไม่คงที่ ไม่คงเกณฑ์คงบรรทัดฐานเดียวกัน เลือกที่รัก ผลักที่ชัง
หรือมีการวิจารณ์การเล่าประวัติศาสตร์ของระบอบเก่าว่าเป็นโหมดแบบโรมานซ์หรือ high mimetic ตามการจัดของ Northrop Frye แต่พอมาถึงระบอบใหม่ เอ้า แนวการเล่ายกย่องเชิดชูวีรบุรุษ แนวพ่อสร้างชาติแบบ high mimetic ก็กลับมา แล้วนักการเมืองวัฒนธรรมไทยก็พากันเงียบกริบต่อวิธีเล่าแบบนี้ พาจอมพล ป กับญี่ปุ่นออกมาอย่างเลิศลอย โดยหารู้เฉลียวไม่ว่า จีนมองประวัติศาสตร์การต่างประเทศไทยระยะนี้ในความหมายแบบไหน นี่ก็เป็น irony
ความลักลั่นแบบนี้ นักการเมืองวัฒนธรรมเขาไม่อยากให้เราเห็นหรือนึกเฉลียวในความไม่คงเส้นคงวา หรือในการเลือกเลื่อนเกณฑ์ของเขาหรอก แต่ความที่เขายืนเด่นเป็นนักการเมืองวัฒนธรรมอยู่บนเวที พอเล่นการเมืองวัฒนธรรมมากเข้า เราคนดูอยู่ข้างเวที ถ้ามองให้ดี ๆ และมีต่อม เอ๊ะ ก็จะเห็นขึ้นมาเอง พอเห็นแล้ว เราก็จะเห็น irony ที่เป็น dramatic irony แบบที่คนแสดงบทบาทบนเวทีไม่รู้เฉลียว แต่เราคนดูจะเห็นชัด เห็นแล้ว จะพาให้เกิดความรู้สึกผะอืดผะอมขมหวาน หรืออยากขำ แบบไหน ก็สุดแล้วแต่
วิธีสังเกตคนบนเวทีแบบนี้ ขอบันทึกว่า ได้มาจากอาจารย์ สศจ. ที่งานเขียนประวัติศาสตร์ของอาจารย์ จะบันทึก irony แบบนี้ไว้เสมอเมื่ออาจารย์พบเข้าที่ไหน เกิดขึ้นกับใครบนเวทีประวัติศาสตร์ก็ตาม
ขอให้สังเกตว่า แม้อาจารย์ สศจ. จะกำหนดตัวเองเป็นนักประวัติศาสตร์ มากกว่าตั้งตัวเป็นนักการเมืองวัฒนธรรม แต่ด้วยความที่รู้มอง irony แบบนี้ และอาจารย์เองก็นับว่าเป็นคนบนเวทีคนหนึ่ง อาจารย์จึงระมัดระวังกว่าใครหลายคน ทั้งในเกณฑ์ที่ใช้ และการตัดสินคน ตัดสินเหตุการณ์ ตามเกณฑ์นั้นอย่างคงเส้นคงวาเสมอหน้า ไม่ค่อยหลุด อย่างไรก็ดี ตั้งแต่พ้นจากโครงการประกาศก และอาจารย์ออกไปปารีส ข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามบทบาทอาจารย์ในช่องทางใดอีก แต่มีคนมาเล่าให้ฟังถึงความรักรัสเซียของอาจารย์ ที่กระทบต่อการวินิจฉัยเหตุการณ์ร่วมสมัยของ สศจ.
งานประวัติศาสตร์ของอาจารย์สมศักดิ์ที่ประกอบการรู้มองหา irony เลยเป็นประโยชน์มาก รวมทั้งการวิจารณ์แหลกในลีลาแบบ สศจ. ไม่ว่าจะเป็น นิธิ ผาสุก สมบัติ หรือใคร ๆ ที่อาจารย์ไม่เห็นด้วย อาจารย์จะว่าจะฉะชัดเจน
เมื่อได้หลักจากวิธี (แต่ขอเว้นลีลา) ของอาจารย์ ก็เลยได้อุปกรณ์ติดตามการจัดการเรื่องเล่า ติดตามถ้อยคำที่นักการเมืองวัฒนธรรมเลือกใช้ และสังเกตเห็นความลักลั่น ไม่คงเส้นคงวาได้เร็วขึ้น เห็นลีลา ความเลือนเลื่อนไหลไปตามแต่ว่าในช่วงเวลาการเมืองขณะนั้น นักการเมืองวัฒนธรรมอยากกดใคร กดกลุ่มไหนลง อยากถอนรัศมีใคร หรืออยากยกใครขึ้น ก็ใช้คำ ใช้ถ้อยความจัดความหมายที่เลือกคัดจัดสรรมาดีมีลักษณะวิพากษ์ หรือมีหมวกของ “นักวิพากษ์” สวมอยู่ด้วย มีฐานผู้สนับสนุนที่เป็นผู้นำไปใช้ ไปแชร์ ไปจัดความหมาย หรือดีกว่านั้น คือรับไปคิดไปเชื่อต่อ
การเผชิญกันระหว่างการจัดการความหมายต่างแบบ ความจริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น หลังจากที่นักการเมืองวัฒนธรรมทำงานสบายตัวมานานในวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ที่พวกเขาตั้งป้อมวิพากษ์นั่นล่ะ พวกเขาเองก็ใช้หรือได้ประโยชน์จากวัฒนธรรมไทยที่เขาวิพากษ์ด้วยมาอย่างยาวนาน บางคนก็จากเราไปแล้วโดยปราศจากการวิพากษ์ที่เขาพึงได้รับจากคนอื่น ๆ อย่างสมเกียรติสมฐานะการเป็นนักวิพากษ์สังคมคนสำคัญ ได้รับแต่ความเคารพในภูมิปัญญาตามวัฒนธรรมไทย หรือแบบไทย ๆ ที่เขาได้วิพากษ์ภูมิปัญญาอยู่นั้นเอง หรือทัศนะวิพากษ์ของนักการเมืองวัฒนธรรมบางคนก็ไม่ได้มาพร้อมกับความพร้อมรับฟังการวิพากษ์อย่างเปิดใจกว้าง
และเหล่านี้ก็จัดเป็น irony ที่มีอยู่ในการวิพากษ์แบบไทย
ดังนั้น เราอาจมีนักการเมืองวัฒนธรรมมาระยะหนึ่งยาวนานพอสมควรแล้ว แต่ “การเมืองวัฒนธรรม” เพิ่งเริ่มต้นในระยะตั้งไข่เท่านั้น
ข้าพเจ้าเขียนมาทั้งหมดเพื่อเปิดบันทึกว่า พี่แขก คำ ผกา คือหนึ่งในผู้ตั้งต้นเปิดศักราช การเมืองวัฒนธรรม แต่ได้โปรดอย่าถามถึงวันที่เพื่อเอาไปผูกฤกษ์จับยามมงคลจากข้าพเจ้าเลย
ขอให้นักการเมืองวัฒนธรรมทุกท่านประสบโชคชัย.






Leave a Reply