ผมเชื่อว่า ถ้ามีคนทำแบบสอบถามคนไทยทั้งประเทศวันนี้ว่า“คิดว่าตนเองมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองแค่ไหน” ให้เรียงจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะตอบว่ารู้ “มากที่สุด”
ผมเรียกของผมเองว่าการเมืองไทย มันจะมีส่วนผสมของ Political Marketing กับ Political Expertise ทุกพรรคการเมืองต้องมีทั้งสองส่วนนี้ผสมกัน ถ้าอธิบายให้ฟังแบบหยาบที่สุด ก็จะประมาณว่า Political Marketing คือทำยังไงก็ได้ให้คนเลือกเป็น สส. ส่วน Political Expertise ก็คือทำยังไงให้ได้เป็นรัฐบาลและมีอำนาจปกครอง
สองส่วนผสมนี่ มันต้องมีที่มาโครงสร้างเดียวกัน มันถึงจะเป็นพรรคการเมืองที่ “ใช้การได้ (workable)”
คนไทยเรา resonate กับการตลาดค่อนข้างอ่อนไหวรุนแรง การตลาดแบบ dynamic ที่อยู่ในรูปแบบออนไลน์ หรือ virals นี่ คนไทยเราชอบมาก เราชอบ value ของ marketing มาก จึงไม่แปลกใจที่การเมืองแบบ Political Marketing แบบสุดโต่ง มีแนวคิดทางการตลาดที่ชัดเจนแบบ liberal จึงขายได้ในบ้านเรา ขายไว้ก่อน ทำให้ดูดีไว้ก่อน ทำได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน ทั้งพรรคไทยรักไทยและพรรคก้าวไกลในอดีต ก็ใช้วิธีการของ Polical Marketing ทั้งนั้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันในการหาเสียง พรรคไทยรักไทยใช้นโยบายเป็นการตลาด ในขณะที่พรรคก้าวไกลใช้อุดมการณ์แบบเสรีนิยมเป็นการตลาดเช่นกัน ความโชคดีกว่าของไทยรักไทยคือเคยได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว จึงมีโอกาสได้ exercise การใช้อำนาจนั้นและได้ใช้ทักษะของ Political Expertise ในการส่งมอบนโยบายแบบการตลาดนั้น ไปสู่พี่น้องคนไทยได้ในรูปธรรม หลังจากนั้นพรรคไทยรักไทย มาจนถึงพรรคพลังประชาขน และพรรคเพื่อไทย ก็ต้องฝึกฝนกับ Political Expertise อย่างหนักกับการปฏิวัติ การยุบพรรค การใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ ในการทำให้เสียอำนาจปกครอง จึงต้องยอมรับว่าการทำงานของพรรคเพื่อไทย มีสมดุลของ Polical Marketing และ Political Expertise อยู่ในระดับสูงมาก เรื่องที่ทำผิดพลาดก็มีเยอะครับ แต่เอาไว้วิจารณ์วาระหลัง
พรรคประชาชนในปัจจุบันเกิดขึ้นจากคะแนนเสียงของพรรคก้าวไกลที่ exercise แบบ Policial Markeing เป็นหลัก นำเสนอแนวคิดสุดโต่งในหลายเรื่องจน established เป็นเสรีนิยม (Liberal) แบบเต็มตัว ในขณะที่พรรคเพื่อไทยถูกสร้างมาจากพื้นฐานความคิดของคนใช้แรงงาน (Labour) และกังวลกับปากท้องคนไทย พรรคก้าวไกลก็ได้ยึดครองพื้นที่ของอุดมการณ์รุนแรง จนได้ฐานเสียงของคนรุ่นใหม่ไปอย่างมากมาย ไม่แปลกใจเพราะเป็นฐานเสียงที่ resonate กับแนวคิดนี้โดยธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยก็มีความดิ้นรนมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมาในการสร้างภาพคนรุ่นใหม่โดยไม่ได้ทำการบ้านให้ละเอียด จริงๆแล้วพรรคเพื่อไทยต้องมองเห็นตัวเองเป็น ”พรรคแรงงาน“ อย่างชัดเจน เพราะ DNA ของพรรคเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่ไทยรักไทย พรรคเพื่อไทยต้องแยกคนรุ่นใหม่ออกเป็นสองกลุ่มให้ได้ก่อน แล้วค่อยทำการสื่อสารมันถึงจะได้ฐานเสียงที่แข็งแรงจากคนรุ่นใหม่
จากตรงนี้เลยเห็นได้ว่า Polical Marketing ของเพื่อไทย อ่อนแรงไปจากสมัยไทยรักไทยไปเยอะเลย
พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีแต่ Polical Expertise และแทบไม่ทำ Polical Marketing เลย เพราะวางตัวเป็นพรรคร่วม ร่วมได้ทุกฝ่าย แต่หลังจากมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยหลังสุด เห็นท่าแล้วว่าไม่น่าจะไปต่อกันได้ เลยต้องใช้ Polical Expertise ในการจับมือกับพรรคประชาชน ก็ไม่แปลกใจที่พรรคประชาชนจะ ”ซื้อ“ เพราะอย่างที่อธิบายไป พรรคประชาชนที่มาจากพรรคก้าวไกลนั้น เป็นพรรคที่สร้างมาจาก Political Marketing และ Polical Expertise แทบจะไม่มี แต่เขาก็คิดว่าเขามี ก็เลยตกหลุมพรางของพรรคภูมิใจไทยไปแบบที่พรรคเพื่อไทยมองดูแล้วก็ยังมึน เพราะความที่พรรคเพื่อไทยนั้นเพราะในระดับของ Polical Expertise ที่เพื่อไทยมีนั้น เขาอ่านเกมนี้ขาดว่าพรรคประชาชนกำลังยื่นมีดให้คนอื่นเชือดคอตัวเองทางการเมือง ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะไม่แปลกใจเลยถ้าสส.ของพรรคประชาชนส่วนใหญ่จะย้ายไปลงให้ภูมิใจไทย เพิ่มเสียงให้ภูมิใจไทยขึ้นมาแข่งขันได้แบบน่ากลัว และเสียงของพรรคประชาชนจะลดลงแบบฮวบฮาบลงไปต่ำแบบน่าตกใจ
พรรคภูมิใจไทยรู้ดีว่าพรรคตนเองไม่มี Polical Marketing เลย ในการเลือกตั้งครั้งหน้านี่คือจุดอ่อน การดีงรมว.คนนอกที่ได้รับการยอมรับเข้ามาร่วมรัฐบาล จึงเป็น Polical Marketing ที่ต้องทำ และสร้างภาพพจน์ให้พรรคในช่วงเวลาที่มีอยู่น้อยก่อนการเลือกตั้ง วิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าย้อนกลับไปในการปฏิวัติหลายครั้ง หลังจากตั้งรัฐบาลจากทหารก็ใช้วิธีนี้ประจำ เป็นเรื่องดีผมไม่เถียง แต่เป็นการตลาดมากกว่าการบริหาร อันนี้ก็น่าจะยอมรับกัน ในขณะเดียวกันเพื่อให้ภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลสมกับที่วางแผนมายาวนาน Polical Expertise ก็บังคับให้ต้องเอาคนมีคำถามแบบที่น่าสงสัยในเรื่องคดี เรื่องแป้ง และอื่นๆ ขึ้นมาเป็นรมว.และรองนายกฯเช่นกัน แต่คนไทยเราก็สนใจ Polical Marketing มากกว่าอย่างที่ว่า ก็เลยมองข้ามๆกันไป
การเลือกตั้งครั้งหน้า ผมว่าเซียนหลายคนต้องตกเก้าอี้เพราะปากกาทิ่มก้น รัฐธรรมนูญก็จะไม่ได้แก้เพราะ สว.ไม่ให้แก้ หรือถ้าแก้ก็แก้แบบผิวๆ ยังให้อำนาจองค์กรอิสระปกครองประเทศต่อไปเพราะภูมิใจไทยจะได้เปรียบ เลือกพรรคประชาชนก็เหมือนเลือกภูมิใจไทย เพราะวันนี้เขาเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว เลือกเพื่อไทยถ้าได้ไม่ถึง 200 เขาก็ไปเป็นฝ่ายค้านเพราะจับกับใครไม่ได้พอ ให้ไปจับกับภูมิใจไทยหรือประชาชน ก็คงต้องเขินหนัก เป็นผมคงหาเสียงแบบเลือกเพื่อไทยให้เป็นรัฐบาล ได้ไม่พอก็ไปเป็นฝ่ายค้าน กูไม่จับเว้ย ประมาณนั้น
กุมภาพันธ์-มีนาคมปีหน้า อย่าลืมไปเลือกตั้งกันนะครับ






Leave a Reply