แต๋มเป็นแม่บ้านของฉัน เรารู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ฉันก็จำไม่ได้

ถ้าคิดว่าฉันปลูกบ้านปี 2002 แต๋มน่าจะมาทำงานที่บ้านของฉันหลังจากนั้นสัก 5 ปี คือ 2007 จากการแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง ที่เชียงใหม่เรามักมีระบบ sharing economy แบบไม่ตั้งใจ เช่น แม่บ้านหนึ่งคนเราอาจแชร์กันสามบ้าน เพราะเราต่างไม่ต้องการแม่บ้านทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์  ทว่าเราก็อยากให้แม่บ้านที่เราจ้างมีรายได้ทุกวัน

เรื่องระหว่างฉันและแต๋มก็เริ่มต้นจากตรงนั้น

แต๋มเป็นชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสต์คาธอลิก ไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์อย่างเคร่งครัด ฉันไม่เคยถามว่าแต๋มอ่านออกเขียนได้หรือไม่แต่สังเกตว่าแต๋มเข้าใจภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย แต่สามารถพูดไทยได้ชัดเจน  ตอนที่มาทำงานด้วยกันตอนนั้นแต๋มมีลูกชายหน้าตาคมคายอายุสัก 5 ขวบชื่อ ชิเล่ เวลามาทำงานก็หอบลูกมาด้วย สามีเป็นคนพม่าหรือกะเหรี่ยงฉันก็จำไม่ได้เสียแล้วรู้แต่ว่าหน้าตาหล่อเหลามาก

แต๋มทำงานบ้านได้ดีมาก สะอาด เนี้ยบ แม้จะขี้หลงขี้ลืมไปนิด พูดจาไพเราะ ชอบสวน ชอบดอกไม้ ชอบสิ่งสวยงาม แต่ฉันมักจะทะเลาะกับแต๋มบ่อยๆ ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรือดุแต๋มมากๆ และแต๋มมักจะไม่ถือสา เธอบอกว่า

“ก็แค่อุดหูเวลาพี่ด่า”

ใครๆก็รู้ว่าฉันเป็นคน “เยอะ” มักเห็นฝุ่น เห็นหยากไย่ในที่ๆ คนปกติมองไม่เห็น  และมักจะมีความพยายามควบคุมบงการคนให้ทำงานในระบบที่ฉันคิดว่ามันดีกว่า มันง่ายกว่า เรียกได้ว่าชอบคิดแทนคนอื่นนั่นแหละ 

ก็โชคดีที่แต๋มทนฉันได้ และโชคดีที่ฉันไม่ต้องไปเป็นนักการเมือง เพราะหากวันไหนมีอำนาจอยู่ในมือฉันมั่นใจว่าฉันจะเป็นผู้บริหารที่มีความเผด็จการอยู่ในตัวสูงมาก

ร้านไก่ย่างของแต๋มมันเริ่มจากที่เมื่อลูกเข้าโรงเรียน แต๋มมาปรึกษาฉันว่าอยากขายของ ขายอะไรดี ขายหมูปิ้งดีไหม? หรือขายไก่ทอด?

ฉันก็ช่วยคิดว่าในชุมชนบ้านเราที่ใกล้ป่าช้า วัด โรงเรียน และสถานีอนามัยนั้น มีร้านก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย มีร้านส้มตำ กล้วยแขก ขนมจีน มีร้านขายปลาทอด ไก่ทอดแล้ว หากจะขายหมูปิ้งก็ควรขายตอนเช้า ตอนเย็นคนน่าจะอยากกินอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าหมูปิ้ง และเป็นสิ่งที่กินได้ทั้งบ้าน 

จะขายอาหารสำเร็จรูปก็น่าจะเกินกำลังและแต๋มทำอาหารไม่เป็นด้วย ฉันเลยเสนอไอเดียว่าขายไก่ย่าง ปลาดุกย่างดีไหม ทำน้ำจิ้มแจ่วที่ไม่เหมือนคนอื่น และขายคู่กับข้าวเหนียว

แต่จะอย่างไรล่ะ? เริ่มต้นตรงไหนดี? 

ฉันในสมัยนู้นชอบไปขลุกอยู่ในห้อง “ก้นครัว” ของพันทิป เลยไปค้นหาสูตรการหมักไก่ หมักหมูปิ้งเพื่อการขายในพันทิป แล้วได้มาสูตรหนึ่ง น่าเสียดายว่าจำชื่อเจ้าของสูตรไม่ได้ ฉันคัดลอกสูตรนั้นมาให้แต๋มเลย แต่ปรับสัดส่วนน้ำตาลออกให้หวานน้อยลงมากๆ จากนั้นก็นั่งคำนวนเทียบบัญญัตไตรยางค์ว่า ถ้าห้ากิโล สัดส่วนเครื่องปรุงเท่าไหร่ สิบกิโลสัดส่วนเครื่องปรุงเท่าไหร่ 

จากนั้นก็สอนแต๋มใช้ตาชั่ง เพราะกำชับเอาไว้ว่าการทำอาหารขายต้องชั่ง ตวง วัด เพราะทุกอย่างคือต้นทุน เมื่อชั่งตวงวัดทุกอย่างแล้วก็คำนวนต้นทุนค่าของค่าวัตถุดิบเพื่อจะได้รู้ว่าต้องขายกี่บาทถึงจะไม่ขาดทุน 

จากนั้นก็สอนแต๋มนึ่งข้าวเหนียว สอนการชั่งน้ำหนัก การขาย สอนทำแจ่วพริกป่นให้โดดเด่นเป็นสูตรลับคำผกา

แต่สิ่งที่ฉันสอนไม่ได้ ทำไม่เป็นคือการก่อไฟทำเตาย่างทั้งหมดเหล่านี้ในเชิงการค้า ขั้นตอนนี้แต๋มไปเรียนมาจากคนอื่น ไปฝึกฝนอยู่พักใหญ่เหมือนกัน เพราะการใช้ไฟใช้ถ่าน รูปแบบของเตา การทำที่ระบายควันเป็นอีกภูมิปัญญาหนึ่งที่ฉันไม่มีความรู้เลย

ถามว่าฉันเอาทักษะการค้าขายแบบนี้มาจากไหน คำตอบคือจากครอบครัวตาและยายที่เป็นเขียงหมู เป็นโรงสี เป็นร้านของของชำนี่แหละที่ทำให้ฉันนึกภาพออกว่าหากเราจะตั้งร้านขายของสักหนึ่งร้านเราพึงมีวิธีคำนวณต้นทุนและกำไรอย่างไร

และมันก็ช่างน่าอัศจรรย์ที่ไก่ย่าง ปลาดุกย่าง ข้าวเหนียวและแจ่วของแต๋มขายดีอย่างไม่น่าเชื่อ เรียกได้ว่าเปิดร้านมาวันแรกก็มีลูกค้าเลย และลูกค้าก็บอกปากต่อปากไปเรื่อยๆ แต๋มก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ เชี่ยวชาญในการย่างการปิ้ง การหมักการเตรียมของสดของแห้ง ต้องยอมรับว่าใครก็ตามที่เคยกินไก่ย่าง ปลาดุกย่างของแต๋มก็ติดใจทุกคน เป็นการย่างแบบ slow cook กรุ่นๆ ใจเย็น หอมตลบอบอวล รสชาติดี ไม่มีรสชาติของผงอะไรต่อมิอะไรมากจนลิ้นชา 

เรื่องนี้ฉันต้องยอมรับว่าแต๋มเขารักษามาตรฐานของเขาได้เป๊ะ มีความสม่ำเสมอ ไม่นอกกรอบ ไม่นอกสูตร ไม่พยายามหาทางลัด นอกจากนี้แต๋มยังเป็นคน “ใจดี” ศาลาขายไก่ของแต๋มก็กลายเป็นศาลาที่คนมานั่งคุยกัน มาช่วยย่างไก่ มาเล่าเรื่องลูก เรื่องครอบครัว มีแม้กระทั่งลูกค้าที่มาทุกวันเพื่อซื้อโครงไก่ย่างให้หมาจรที่นอนอยู่หน้าร้านแต๋ม จนฉันต้องบอกว่า หมาตัวนี้อ้วนเกินไปแล้ว

แต่แต๋มก็ไม่รวยสักทีนั่นแหละ เปิดร้านมานับสิบปี ขายดีจนแทบแจกบัตรคิว แต่แต๋มขายในราคาถูกมาก กำไรน้อย เพราะเหตุผของแต๋มคือถ้าขายแพงก็ขายไม่ดี ยอมกำไรน้อยแต่ลูกค้าคึกคักแน่นหนามันอุ่นใจกว่า 

ส่วนฉันที่เป็นเจ้าของบ้านก็ทนไม่ได้ที่หน้าบ้านตัวเองจะไม่สวยก็ต้องพยายามปรับกรุงศาลาของแต๋มให้ไม่อุจาดเกินไป พยายามโน้มน้าวให้แต๋มเลิกใช้พลาสติกสีฉุดฉาดแต่ก็ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด ต้องปล่อยเลยตามเลย บางครั้งลูกค้าแต๋มจอดรถขวางทางเข้าบ้านจนฉันเข้าบ้านไม่ได้ ฉันก็ออกไปโวยวายอาละวาดบ้าง

แต่เชื่อไหมว่าอยู่กันแบบนี้ ไม่มีใครโกรธกันเอาเป็นเอาตาย

ไก่ย่างแต๋ม หน้าบ้านคำผกา ที่สันคะยอม

ฉันเองก็เป็นลูกค้าแต๋ม เย็นๆ ไม่มีอะไรทำก็ไปยืนดูแต๋มขายของ 

คนมุงกันอยู่เต็มหน้าร้าน รออย่างใจเย็น บางคนมาสั่งไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาของ บางคนตัดสินใจนั่งรอยืนรอ

“รอห้านาทีค่ะพี่” แต๋มบอก

“ห้านาทีไม่มีจริงครับ ผมรอมาห้าสิบนาทีแล้ว”

ทุกคนก็หัวเราะ

ถ้าฉันเป็นแต๋ม มันคงเป็นความอิ่มใจอีกแบบ จากแรงงานอพยพมาสู่การเป็นเจ้าของร้านเล็กๆ ที่ย่างไก่ย่างปลาดุกอร่อยจนที่เป็นยอมรับของคนในชุมชนและข้ามชุนชนจนมีชื่อเสียง

ใครๆก็รู้จักพี่แต๋มร้านไก่ย่าง

ใครๆก็รักแต๋ม

นี่คือสิ่งที่ฉันเห็น

ปีนี้ชิเล่ลูกชายแต๋มเรียนวิศวะ ปี 3  แล้ว วันไหนว่างก็มาช่วยแม่ขายของ แต๋มยังคงมาทำงานที่บ้านของฉัน และบ้านของเพื่อนอีกคนที่รั้วบ้านติดกัน

“ถ้าเธอเลิกทำงานให้ฉัน ฉันจะไม่ให้เธอขายของหน้าบ้าน”

ฉันขู่แต๋มซึ่งแต๋มจะยิ้มตาหยีใส่ฉันเสมอ

อ่านแล้วไม่ต้องรีบมาซื้อไก่ซื้อปลาดุกของแต๋มนะคะ เพราะแต๋มไม่น่าจะรับลูกค้าได้มาก เพราะยังเป็นร้านเล็กๆ ต่อนยอนอยู่  จะเรียกงานคราฟต์ก็ใช่ เพราะค่อยๆ ย่างๆ ค่อยๆ ทำ และโดยนิสัยของแต๋มก็ไม่ใช่คนทำอะไรเร็วๆ ลวก ภาษาเหนือเรียกว่ามีความ “เหยิม” (ช้า) เป็นเจ้าเรือน

หากมีคนแห่กันมาซื้อเยอะๆ คิดว่าคุณภาพจะตกต่ำลงแน่นอน

อ่านเอาบรรยากาศและปล่อยแต๋มให้อยู่กับลูกค้าในชุมชนละแวกบ้านไปก่อนนะ

Leave a Reply

Trending

Discover more from Sit Beautiful

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading