ไม่มีประโยชน์ที่จะค้นหาแรงจูงใจที่แท้จริงของพรรคประชาชนว่าทำไมจึงเลือกโหวตอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีโดยที่ตนเองไม่ร่วมรัฐบาล เพราะสิ่งที่ได้มาคือรัฐบาลเสียงข้างน้อยและฝ่ายค้านกำมะลอที่ชื่อพรรคประชาชน
พรรคประชาชนอ้างว่าโหวตให้อนุทินเพราะพรรคภูมิใจไทยรับปากว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ ในสำนวนของธนาธรคือ “กุญแจของประตูบานแรกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ที่เขา” กุญแจนั้นคือ สว. สีน้ำเงิน และคำถามของฉันคือธนาธรเอาอะไรมามั่นใจว่า เมื่อโหวตอนุทินเป็นนายกฯแล้วเขาจะใช้กุญแจนั้นตามที่ธนาธรต้องการ
พรรคประชาชนยังอ้างว่า การโหวตครั้งนี้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้นจึงเป็นรัฐบาลที่ต้องชะเง้อหาใบอนุญาตจากพรรคประชาชน จะทำอะไรต้องเกรงใจพรรคประชาชน
หากเป็นเช่นนั้น ฉันถามกลับได้หรือไม่ว่า
“ตกลงใครเป็นรัฐบาลตัวจริงกันแน่?”
“สรุปอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นหุ่นเชิดให้พรรคประชาชนอย่างนั้นหรือ?”
ถ้าไม่ใช่ก็มีอีกคำตอบหนึ่งนั่นคือ พรรคภูมิใจไทยเมื่อได้ตำแหน่งนายกฯ และ ได้เข้าสู่อำนาจรัฐแล้วก็แค่ถีบหัวพรรคประชาชนทิ้ง ใช้เวลาสี่ถึงหกเดือน (ตามคำพูดของณัฐพงษ์หัวหน้าพรรค)
ฉันยังคงย้ำว่าสิ่งที่พรรคประชาชนควรทำคือ เมื่อโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯก็ควรเข้าร่วมรัฐบาล จะเขียนกำกับไว้ก็ได้ว่า รัฐบาลผสมภูมิใจไทยกับประชาชนจะเป็นรัฐบาลไม่เกินหกเดือน มีภารกิจหลักคือ เปิดประตูบานแรกของการแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภา
แต่ในเมื่อพรรคประชาชนไม่ทำเช่นนั้น ในระหว่างสี่เดือนนี้จึงมีภาวะอิหลักอิเหลื่อในสภาเกิดขึ้น นั่นคือ พรรคเพื่อไทยที่ตอนนี้เป็นฝ่ายค้านประกาศเป็นฝ่ายค้านโดยไม่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน เหตุผลคือ ไม่แน่ใจว่าพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้านที่จริงใจหรือไม่ ?
หลายคนบอกว่าพรรคเพื่อไทยทำตัวไม่มีวุฒิภาวะ อกหักซ้ำซาก เสียใจที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลเลยตีรวน
ฉันขอทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้พรรคเพื่อไทยว่า ในเมื่อพรรคประชาชนสร้างสภาวะอิหลักอิเหลื่อนี้ขึ้นมาเอง พรรคเพื่อไทยก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ร่วมสังฆกรรม ขอไม่เข้าร่วมขบวนการปาหี่นี้
การที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งกระทำการในนามของประชาชน 14 ล้านเสียงโหวตให้ใครสักคนเป็นนายกฯมีอำนาจบริหารเต็มมือ นั่นแปลว่าพรรคการเมืองนั้นตกผลึกกับตัวเองเรียบร้อยแล้วว่า “ฉันไว้ใจเขา”
ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ได้สำหรับพรรคเพื่อไทยต่อการกระทำของพรรคประชาชนที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ แล้วจะมานั่งทำบทบาทตรวจสอบ แถมยังมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยที่พรรคประชาชนพูดมาตลอดว่าเป็นการเมืองที่ “เชื่อถือไม่ได้” มาร่วมเป็นฝ่ายค้านที่มีตนเองเป็น “ผู้นำฝ่ายค้าน” เสียด้วย
พรรคเพื่อไทยจึงทำได้เพียงปล่อยให้พรรคประชาชนแสดงปาหี่เป็นฝ่ายค้านกำมะลอและไม่ขอมีส่วนร่วมกับความกำมะลอนั้น และขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านตามที่ตนเองเห็นสมควร ส่วนพรรคประชาชนอยากทำอะไรก็ทำ
ไม่เพียงเท่านั้นพรรคเพื่อไทยยังยืนยันไม่เป็นองค์ประชุมให้ฝ่ายรัฐบาล ตามที่พรรคประชาชนเคยพูดเอาไว้ว่า เรื่ององค์ประชุมเป็นเรื่องของรัฐบาลไม่ต้องมายืมจมูกฝ่ายค้านหายใจ ในวันนี้ก็วัดใจว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนที่ไม่ยอมเป็นองค์ประชุมให้สมัยรัฐบาลเพื่อไทยจะต้องมาเป็นองค์ประะชุมให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยของภูมิใจไทย
มันจึงเป็นสภาสามฝ่ายอย่างที่พรรคเพื่อไทยว่านั่นคือ ฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างน้อย ฝ่ายค้าน และฝ่ายค้ำ(ยันรัฐบาล) คือพรรคประชาชน
บทบาทของพรรคประชาชนต่อจากนี้จะตกอยู่ในภาวะ ครึ่งๆ กลางๆ ไปเสียทุกเรื่อง จะแสดงบทบาทฝ่ายค้านอย่างเผ็ดร้อนก็เกรงใจภูมิใจไทย จะออกตัวหนุนรัฐบาลก็เสียสุนัข สิ่งเดียวที่พอจะทำได้คือโจมตีพรรคเพื่อไทยไปเรื่อยๆ แก้เก้อ
เช่น ทำไมฉันจะโหวตให้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ ในเมื่อพรรคภูมิใจกับเพื่อไทยร่วมรัฐบาลกันมาตั้งสองปี
ฝั่งเพื่อไทยก็ตอบคำถามนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยว่า
“ใช่เราร่วมรัฐบาลกัน แต่เราเป็นนายกฯนะ ภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมอยู่ภายใต้เรา และเมื่อภูมิใจไทยมีปัญหา ไม่ทำตัวเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น พรรคเพื่อไทยก็ยึดมหาดไทยคืนมาจนทำให้ภูมิใจไทยต้องถอนตัวออกจากพรรคร่วม ไปเป็นพรรคฝ่ายค้านไง”
แล้วช่างประจวบเหมาะกับเรื่องปัญหาชายแดน เรื่องคลิปเสียงสนทนาฮุนเซ็นกับแพทองธาร ดังนั้นจะเอาสองกรณีนี้มาเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย และชัดเจนกว่านั้น พรรคประชาชนต่างหากที่ไม่เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเลยในสมัยที่พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล
อาการพิรุธ มันเห็นมาตั้งแต่ตอนนั้น แถมยังใช้พลังงานไปกับการตรวจสอบเรื่องชั้นสิบสี่ของอดีตนายกฯทักษิณมากกว่าเรื่องฮั้วส.ว. เสียอีก
เมื่อมีประเด็น MOU43, 44 ที่พรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้ยกเลิก พรรคประชาชนแทนที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชนเรื่องนี้กลับไปช่วยกระพือโหมประเด็นไปในทำนองว่า พรรคเพื่อไทยสิ้นแล้วซึ่งความน่าไว้วางใจ ดังนั้นควรเอาเรื่องนี้มาอภิปรายในสภา
เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่พรรคการเมืองหนึ่ง สร้างแบรนดิ้งของตนเองมาในฐานะ พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตย คำก็อ้างประชาชน สองคำก็อ้างประชาชน เที่ยวดูถูกพรรคการเมืองอื่นๆว่า ไม่เห็นหัวประชาชน เอาแต่กอบโกยผลประโยชน์ แต่สุดท้ายสิ่งที่พวกเขาทำในวันนี้ มันชัดเจนว่า เขากระหายในอำนาจมากเสียจนสามารถเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นเดิมพันได้
หลายคนอาจขมวดคิ้ว ถ้าพรรคประชาชนกระหายในอำนาจเขาต้องเข้าร่วมรัฐบาลสิ เขาจะโหวตนายกฯ โดยกลับไปเป็นฝ่ายค้านทำไม?
คำตอบคือ เขาคิดว่าคนไทยโง่ เขาคิดว่าคนไทยทุกคนดูละครคุณธรรมมากพอจะเชื่อนิยายว่าด้วยพรรคการเมืองที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาชน เสียสละเป็นฝ่ายค้าน เลือกตั้งคราวหน้าจะเอาเรื่องไปหาเสียง รับรองได้คะแนนถล่มทลาย
แต่แท้จริงแล้ว การกระทำของพรรคประชาชนไม่ต่างอะไรจากการรัฐประหารเงียบ
พรรคประชาชนไม่มีกระดูกสันหลังพอที่จะออกมายืนยันในหลักการว่า การปล่อยคลิปของฮุนเซ็นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ เรื่องนี้นายกฯถูกละเมิด ประเทศไทยถูกละเมิด กัมพูชาพยายามแทรกแซงการเมืองภายในประเทศไทย
ตรงกันข้าม พรรคประชาชนกระโดดมาหนุนสุดตัวว่า แพทองธารผิด
พรรคประชาชนไม่มีความกล้าหาญพอที่จะสนับสนุนเอนเทอร์เมนต์คอมเพล็กซ์ ทั้งๆที่รู้ดีว่า เรื่องนี้มีประโยชน์ต่อประเทศ และพรรคของตนเองก็มีนโยบายคาสิโนถูกกฎหมายด้วยซ้ำ
พรรคประชาชนออกมาขัดขวางนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทั้งๆที่รู้ว่าเรื่องนี้จะลดรายจ่ายของประชาชน และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการใช้ขนส่งมวลชนในประเทศไทย
พรรคประชาชน make fun เรื่องแลนด์บริดจ์ ไปพูดเรื่องเทกอง ไม่เทกอง แต่พอนายกฯหนูบอกจะทำแลนด์บริดจ์ พรรคประชาชนรูดซิปปากสนิทมาก
สำหรับฉันพรรคประชาชนเลือดเย็นมาก ที่สามารถยืนดูหลายๆ นโยบายที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนแน่นอนหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา เพียงเพราะไม่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยมีผลงาน
เลือดเย็นยิ่งกว่านั้น ในวันที่พรรคประชาชนครางชื่ออนุทินนั้น นักกิจกรรมผู้สนับสนุนพรรคประชาชนอย่างน้อย 2 คนเดินเข้าคุกคือ ไผ่ ดาวดิน และ อรรถพล บัวพัฒน์ และฉันไม่ได้ยินใครในพรรคประชาชนแม้แต่คนเดียวพูดถึงนักกิจกรรมเหล่านั้นเลย
พรรคประชาชน พรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ ครั้งหนึ่งเคยหาเสียงกับผู้คนด้วยเรื่องนักโทษทางความคิด พวกเขาโจมตีพรรคการเมืองอื่นว่า ไม่มีกระดูกสันหลังพอจะสู้เรื่องนี้ พวกเขาได้รับคะแนนนิยมอย่างล้นหลาม หนุ่มสาวจำนวนมากเข้าไป “สู้” เพื่อพรรคประชาชนด้วยเห็นว่า เป็นพรรคการเมืองที่จริงจังกับเรื่องนี้ไม่สู้ไปกราบไปเหมือนพรรคเพื่อไทย
วันนี้ที่เขาไปโหวตให้นายกฯหนูเป็นนายกฯ ฉันไม่ได้ยินใครในพรรคประชาชนพูดเรื่อง “เพื่อนเราที่อยู่ในคุก” อีกเลย
ฉันไม่เห็นว่าจะมีใครออกมายืนหยุดขัง โกรธเคืองรัฐบาลเหมือนในอดีต
และปฏิเสธได้ไหมว่า ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้น นักโทษทางความคิดเหล่านี้ได้รับการประกันตัวมากอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่ได้ประกันตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ฉันไม่ได้เรียกร้องให้พรรคประชาชนทำอะไรที่ “ดี” แต่ฉันกำลังจะบอกพรรคประชาชนว่า เลิกปลอม แล้วยอมรับเถอะว่า พรรคประชาชนนั้นเอาเข้าจริงๆแล้วก็ไม่ได้มีอะไรต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ นั่นคือ มีความหลงลืมในอุดมการณ์ มีความกระเสือกกระสนอยากเอาตัวรอด มีความตะเกียกตะกายหาทรัพยากรมาเป็นทุนรอนในการทำพรรคต่อ มีองคาพยพและผู้คนที่ต้องเลี้ยงดู เลิกขายภาพลักษณ์ คนจริง คนตรง คนไม่คอร์รัปชั่น คนทำการเมืองใหม่ คนอยากเห็นรัฐสวัสดิการ อะไรต่อมิอะไรได้แล้ว
ทุกอย่างมันเปลือยเปล่าล่อนจ้อนตั้งแต่พากันครางชื่ออนุทิน
ไหนล่ะเรื่องรัฐสวัสดิการ
ไหนล่ะเรื่องนักโทษการเมือง
ไหนล่ะเรื่องความเหลื่อมล้ำ
ไหนล่ะเรื่องการสู้กับการคอร์รัปชั่น
ฯลฯ
ต่อไปนี้พูดอะไรออกมาก็เป็นโจ๊ก พล่ามอะไรยาวๆมาเรื่องประชาธิปไตยก็เบาหวิวเหมือนผายลมของผีเสื้อแมลงปอ
จะว่าไปแล้ว นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ปรากฎการณ์ “ผ้าหลุด” ของพรรคประชาชนถือเป็นเรื่องตลกขบขันนับเบอร์วันของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย
จากนายกฯรถแห่จนว่าวมาถึงฝ่ายค้านกำมะลอ จากพรรคปากแจ๋วมาสู่พรรคปากจ๋อยจากคนมีกระดูกสันหลังกลายเป็นนั่งร้าน จากนั่งร้านมาเป็นไม้ค้ำยัน
จากพรรคการเมืองสู่สุพรรณหงส์สู่ Hell’s kitchen ช่อง 7 สี
นี่จึงเป็นดั่ง destiny ของพรรคประชาชนอย่างแท้จริง






Leave a Reply