ไหน คนไหนคือมืออาชีพ?
เสียงในหัวที่เกือบชนะผมทุกเช้าในวันทำงานที่ต้องเจอกับสารพันปัญหาให้แก้ไข คั่วอ่อนบ้าง คั่วกลางบ้าง วันไหนโชคไม่เข้าข้างก็ได้ดื่ม Ristretto บดละเอียด น้ำน้อยประเดิมวันทำงาน พร้อมท่องคาถา I Love My Job ปัญหาคั่วเข้มสำหรับผมคือสถานการณ์ตึงเครียดที่ไม่สามารถตัดสินใครได้แบบขาว ดำ ไร้หลักฐาน ไร้พยาน มีเพียงเรื่องเล่าที่ไม่เหมือนกัน และความเงียบของคนที่ลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่
ใช่ครับ ผมกำลังจะพาทุกคนมาชวนคุยสถานการณ์ปัญหาการคุกคามในที่ทำงาน หนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุดในการรับมือของ HR
ไม่ใช่ทุกการคุกคามจะชัดเจน หลายเหตุการณ์ดูคลุมเครือ ไม่ได้มาในรูปแบบการตะโกน ข่มขู่ ใช้กำลัง หรือการแตะเนื้อต้องตัวเสมอไป
“พี่มองหน้าอกหนูทำไม”
“เปล่านะ อย่ามากล่าวหากัน ตาพี่มันเหลือบไปเห็นพอดี”
และหลายครั้งมาในคราบของคำพูดเล่น ๆ อำนาจที่ไม่เท่ากัน หรือวัฒนธรรมที่บอกให้คนหนึ่งต้องทน เพื่อรักษาความสงบขององค์กร
HR มืออาชีพ ไม่ใช่คนที่รีบชี้ว่าใครผิด ใครถูก แต่คือคนที่กล้าฟังเรื่องที่ไม่มีใครอยากเล่า และกล้าถามคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ (โดยกลั่นกรองทุกคำถามอย่างระมัดระวัง) ไม่ใช่ทุกการร้องเรียนจะมีหลักฐานครบถ้วน แต่ทุกการร้องเรียนมีความรู้สึกเป็นจุดเริ่มต้น และความรู้สึกนั้นไม่ควรถูกมองข้ามเพียงเพราะพิสูจน์ยาก
หลายคนยังคิดว่า “แซวเล่นนิดหน่อย” “พูดไปงั้นเอง” “ขำ ๆ นะ อย่าคิดมาก” หรือ “ไม่ได้แตะตัวสักหน่อย” ไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในปี 2026 นี้ ความคิดแบบนั้น อาจแลกด้วยคดีอาญา อิสรภาพ และอนาคตการทำงานทั้งชีวิต
ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการจัดการปัญหาการคุกคามทางเพศในที่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่ในเชิงจริยธรรม แต่มาในรูปแบบที่สามารถปรับใช้จริงในองค์กร ยึดกฎหมายอาญาและกฎหมายแรงงานที่มีโทษชัด มีผลบังคับใช้จริง และโยงตรงกับความสัมพันธ์ “นายจ้าง ลูกจ้าง” นับรวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกบริบท ทั้งผู้สมัครงาน ผู้รับจ้าง ลูกค้า ผู้มาติดต่องาน
บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อสร้างความกลัว แต่เขียนเพื่อให้ทุกคนในที่ทำงาน โดยเฉพาะ ผู้บริหาร หัวหน้างาน และ HR ตระหนักรู้และพึงระลึกไว้เสมอว่า Please be professional.
เมื่อกฎหมายเปลี่ยน “การแซว” กลายเป็น “คดีความ” จุดล่มสลายของสามแยกปากหวาน
เดิมทีประเทศไทยมี พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 16 บัญญัติว่า“ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุมงาน หรือ ผู้ตรวจงาน กระทำการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญทางเพศต่อลูกจ้าง” และกำหนดโทษฝ่าฝืนไว้ที่ โทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท “ตามมาตรา 147” และเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30) มีผลบังคับใช้ สาระสำคัญคือ การเพิ่มนิยามและฐานความผิดใหม่เรื่อง “คุกคามทางเพศ” อย่างชัดเจน
กฎหมายใหม่ไม่ได้ระบุแค่การจับต้องหรือการล่วงละเมิดทางร่างกายอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึง คำพูด สายตา ท่าทาง การสื่อสาร การติดตามรังควาน และการคุกคามผ่านระบบออนไลน์
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30)
มาตรา 4 ได้กำหนดคำนิยามใหม่ของคำว่า “คุกคามทางเพศ” และบทลงโทษ ดังนี้
“คุกคามทางเพศ” หมายความว่า กระทำโดยทางกาย วาจา การส่งเสียง การแสดงอากัปกิริยาหรือท่าทาง การติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ รวมถึงกระทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถแสดงผลให้เข้าใจความหมายได้ต่อผู้อื่น อันมีลักษณะส่อไปในทางเพศ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อนรำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยในทางเพศ
บทลงโทษการคุกคามทางเพศ กฎหมายฉบับนี้ขยายความคุ้มครองครอบคลุมพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเพศ แม้ไม่ได้มีการสัมผัสร่างกาย หากทำให้ผู้ถูกกระทำเดือดร้อนรำคาญ อับอาย หรือหวาดกลัว ถือเป็นความผิดทันที โดยแบ่งเป็น 5 พฤติกรรมเสี่ยงดังนี้
1. ทางวาจา / ท่าทาง : การแซว วิจารณ์หุ่น จ้องมองแบบโลมเลีย หรือผิวปากใส่
โทษ : จำคุก 1 ปี / ปรับ 20,000 บาท
2. ทางออนไลน์ : ส่งแชทหื่น ส่งรูปโป๊ หรือคอมเมนต์คุกคามในสื่อโซเชียล
โทษ : จำคุก 3 ปี / ปรับ 60,000 บาท
3. ทางร่างกาย : การแตะ จับ ลูบคลำ โดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม
โทษ : จำคุก 1 ปี / ปรับ 20,000 บาท
4. ใช้อำนาจข่ม : หากผู้กระทำเป็นเจ้านาย ครูอาจารย์ หรือผู้บังคับบัญชา
โทษ : จำคุก 3 ปี / ปรับ 60,000 บาท
5. กระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี : ถือเป็นโทษหนักที่สุดโดยไม่สนความยินยอม
โทษ : จำคุก 5 ปี / ปรับ 100,000 บาท
ในสายตาคนภายนอก คำว่า Harassment มักถูกอนุมานว่าเป็นเพียงการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) แต่ในความเป็นจริงการใช้อำนาจในที่ทำงาน (Power Harassment) ก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน รวมถึงประเด็นการใช้แรงงานเด็ก การปฏิบัติต่อหญิงตั้งครรภ์ และการเลือกปฏิบัติต่อความหลากหลายทางเพศ ซึ่งมักถูกลดทอนให้เหลือเพียง “ความเข้าใจผิด” หรือ “เรื่องส่วนตัว” แต่สำหรับ HR ทุกครั้งที่พนักงานขอคุยเป็นการส่วนตัวไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก สิ่งที่กำลังจะถูกเล่า มักไม่ใช่เหตุการณ์เพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากการฝังรากลึกของปัญหาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ วัฒนธรรมองค์กรที่ปล่อยปละละเลย และความเงียบที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ เราต้องร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับองค์กรEmpower ให้ทุกคนตระหนักถึงสิทธิของตนเอง กล้าพูด กล้าปกป้อง และไม่ยอมเป็นเหยื่อของความไม่เป็นธรรมในที่ทำงานอีกต่อไป
คำถามที่ถูกถามบ่อยคือ “ถ้าไม่โอเค ทำไมไม่แจ้ง” แต่คำถามที่ควรถูกแทนที่ คือ ระบบแบบไหน บรรยากาศองค์กรแบบไหน และความสัมพันธ์แบบไหน ที่ทำให้คนไม่กล้าแจ้งตั้งแต่แรก
ตัวเลขไม่โกหก การคุกคามเกิดขึ้นจริง
มหาวิทยาลัยมหิดลได้เปิดตัวโครงการพัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติ “ยุติความรุนแรงและการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน” เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2025 โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. สุชาดา ทวีสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (หัวหน้าโครงการ) ระบุผลการสำรวจสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นโครงการเก็บข้อมูลจาก 67 สถานประกอบการ ใน 5 อุตสาหกรรมส่งออก ได้แก่ ยานยนต์ อาหารส่งออก สิ่งทอ อิเล็กโทรนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งโรงแรม/ท่องเที่ยว โดย สัมภาษณ์พนักงาน 603 คน พบว่า 44.4% ของพนักงานเคยถูกละเมิดหรือคุกคามทางเพศ
– กลุ่มหลากหลายเพศ เผชิญการคุกคามสูงสุดถึง 60.2%
– ผู้หญิงเผชิญการคุกคาม 45.9% และผู้ชาย 33.9%
– กลุ่มอายุ 20–24 ปี เป็นช่วงวัยที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุด (57.6%)
ด้านมาตรการภายในองค์กร เกือบครึ่งหนึ่ง (45.4%) ของพนักงานบอกว่าสถานประกอบการที่ตนทำงานอยู่ไม่มีมาตรการป้องกันเรื่องนี้ที่ชัดเจน
และรายงาน 2025 State of Workplace Harassment Report ของ Traliant จากการสำรวจพนักงานประจำกว่า 2,000 คนในสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่า แม้องค์กรจำนวนมากจะมีนโยบายป้องกันการคุกคาม แต่ในทางปฏิบัติยังมี ช่องว่างสำคัญที่ทำให้การป้องกัน การรายงาน และการจัดการเหตุคุกคาม ไม่เกิดผลจริง โดยพนักงานจำนวนมากไม่กล้ารายงานหากต้องเปิดเผยตัวตน และเกือบครึ่งหนึ่งจะไม่รายงานเลย หากไม่มีช่องทางนิรนามหรือกลไกคุ้มครอง 49% ของพนักงาน จะไม่รายงานการคุกคาม หากไม่มีช่องทางร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยตัว กลัวการตอบโต้ (retaliation) กังวลชื่อเสียง หรือไม่รู้ขั้นตอนการร้องเรียนภายใน
ข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาการคุกคามในองค์กรที่รอสร้างความตระหนักรู้ และการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ Be Professional ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือระบบมาตรฐานภายในองค์กร จากสถิติตัวเลขด้านบน และกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หมวดการควบคุม การสอบสวนและพิจารณาข้อร้องทุกข์ องค์กรระดับสากลได้ออกแบบขั้นตอนการแก้ไขปัญหาดังนี้
1. มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน (Compliance Hotline) โดยไม่ผ่านหัวหน้า ไม่เปิดเผยตัวตน และรักษาความลับ
2. มีกระบวนการหาข้อเท็จจริง โดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนเป็นกลาง เก็บหลักฐานและบันทึกผลอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องคุ้มครองผู้เสียหายทุกฝ่ายให้ได้รับความเป็นธรรมโดยไม่ต้องหลีกหนี หรือลาออกจากงาน
ปี 2026 นี้ การคุกคามไม่ใช่แค่การแซว แต่คือความผิดอาญา อนาคตการทำงาน และความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กร Be Professional จึงไม่ใช่คำเตือนลอย ๆ แต่คือเส้นแบ่งระหว่าง “คนทำงานมืออาชีพ” กับ “คนที่คิดว่าไม่เป็นไร จนวันที่ต้องขึ้นศาลหรือรายการโหนกระแส”
สำหรับ HR ความเป็นมืออาชีพไม่ใช่การปกป้องชื่อเสียงองค์กรด้วยการเงียบ แต่คือการปกป้องศักดิ์ศรีของคนโดยใช้กระบวนการที่เป็นธรรม รอบคอบ และไม่เลือกข้าง บางครั้งการยืนอยู่ตรงกลาง หมายถึงการยืนอยู่ในจุดที่โดดเดี่ยวที่สุด แต่ถ้าการยืนนั้นทำให้ใครสักคนรู้ว่าเขาไม่ต้องทนอีกต่อไป ผมคิดว่านั่นคือเหตุผลที่ HR ควรยังอยู่ตรงนี้
อ้างอิง
กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 16 “ห้ามกระทำการล่วงเกินคุกคามหรือก่อความรำคาญทางเพศต่อลูกจ้าง”
2025 State of Workplace Harassment Report
Declaration of Intent to Prevent and Respond to Sexual Abuse or Harassment in the Workplace
มหิดลเปิดตัวโครงการพัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติ “ยุติความรุนแรงและการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน”






Leave a Reply